บริษัทส่งพนักงานเรียนต่อหรืออบรม หักค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ หลักเกณฑ์ภาษีและสิทธิหักรายจ่าย 2 เท่า

บริษัทส่งพนักงานเรียนต่อหรืออบรม หักค่าใช้จ่ายได้หรือไม่? หลักเกณฑ์ภาษีและสิทธิหักรายจ่าย 2 เท่า

การพัฒนาความรู้และทักษะของพนักงานเป็นเรื่องที่หลายบริษัทให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนให้พนักงานศึกษาต่อในระดับปริญญา การเรียนหลักสูตรวิชาชีพ หรือการส่งพนักงานเข้ารับการอบรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ในมุมภาษีเงินได้นิติบุคคล คำถามสำคัญคือ ค่าใช้จ่ายที่บริษัทออกให้สามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายของกิจการได้หรือไม่ และในกรณีใดบริษัทจึงจะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติม

หลักการสำคัญคือ ต้องแยกการพิจารณาออกเป็นสองระดับ ระดับแรกคือค่าใช้จ่ายนั้นสามารถหักเป็นรายจ่ายตามปกติของกิจการได้หรือไม่ และระดับที่สองคือค่าใช้จ่ายดังกล่าวเข้าเงื่อนไขที่จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มอีก 100% ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 437) พ.ศ. 2548 หรือไม่ ซึ่งในทางปฏิบัติมักเรียกกันว่า “สิทธิหักรายจ่าย 2 เท่า”

บริษัท บัญชีสยามออนไลน์ จำกัด เห็นว่า จุดที่ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญไม่ใช่เพียงการมีใบเสร็จค่าเรียนหรือค่าอบรม แต่ต้องสามารถแสดงความเชื่อมโยงให้ชัดว่า พนักงานคนใดเรียนหรืออบรมหลักสูตรใด ความรู้ที่ได้รับเกี่ยวข้องกับหน้าที่หรือกิจการอย่างไร และบริษัทได้รับประโยชน์จากการพัฒนาบุคลากรนั้นในลักษณะใด

1. หลักใหญ่ตามประมวลรัษฎากร

ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (13) กำหนดหลักเกี่ยวกับรายจ่ายที่มิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะว่าเป็นรายจ่ายต้องห้าม ดังนั้น การที่บริษัทออกค่าใช้จ่ายให้พนักงานเรียนต่อหรือเข้ารับการอบรม จะนำมาหักเป็นรายจ่ายได้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับการประกอบกิจการและก่อให้เกิดประโยชน์แก่บริษัทหรือไม่

หากบริษัทสามารถพิสูจน์ได้ว่าการศึกษาและการอบรมมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความรู้ ความสามารถ หรือทักษะที่พนักงานจะนำกลับมาใช้กับงานของบริษัท ค่าใช้จ่ายดังกล่าวโดยหลักมีเหตุผลรองรับว่าเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการ กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยกรณีบริษัทส่งพนักงานศึกษาต่อระดับปริญญาตรีและปริญญาโทในมหาวิทยาลัยภายในประเทศว่า หากการศึกษานั้นเป็นประโยชน์แก่การดำเนินงานของบริษัท ค่าใช้จ่ายสามารถนำมาหักในการคำนวณกำไรสุทธิได้

อย่างไรก็ตาม การหักเป็นรายจ่ายตามปกติกับการใช้สิทธิทางภาษีเพิ่มเติมเป็นคนละเรื่องกัน หลักสูตรหนึ่งอาจเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการและหักได้ตามปกติ แต่หากไม่ผ่านเงื่อนไขของสิทธิพิเศษ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำมาหักเพิ่มอีก 100% ได้

ลักษณะค่าใช้จ่ายการหักเป็นรายจ่ายปกติโอกาสใช้สิทธิเพิ่มอีก 100%
ส่งพนักงานเรียนต่อ เช่น ปริญญาตรีหรือปริญญาโทหักได้ หากเกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อกิจการอาจใช้ได้ หากเข้าเงื่อนไข พ.ร.ฎ. 437
ส่งพนักงานไปอบรมหรือสัมมนาหักได้ หากเกี่ยวข้องกับงานอาจใช้ได้ หากหลักสูตร สถานอบรม และเอกสารเข้าเงื่อนไข
หลักสูตรเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและไม่เกี่ยวข้องกับงานมีความเสี่ยงถูกตัดเป็นรายจ่ายต้องห้ามไม่เข้าเงื่อนไข
บริษัทจ่ายค่าเรียนแต่ไม่มีหลักฐานว่าเป็นผู้ส่งหรือสนับสนุนมีความเสี่ยงสูงด้านการพิสูจน์รายจ่ายเสี่ยงไม่ผ่านเงื่อนไข
เรียนหรืออบรมในต่างประเทศอาจหักตามปกติได้ หากพิสูจน์ความเกี่ยวข้องกับกิจการโดยหลักสิทธิตามมาตรา 4 (1) ของ พ.ร.ฎ. 437 กำหนดการศึกษาและอบรมในประเทศไทย

2. กรณีบริษัทส่งพนักงานเรียนต่อ

การเรียนต่ออาจครอบคลุมตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท หลักสูตรประกาศนียบัตร ไปจนถึงหลักสูตรวิชาชีพ สิ่งสำคัญคือวิชาที่เรียนควรมีความสัมพันธ์กับตำแหน่งงานหรือแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัท เช่น พนักงานบัญชีศึกษาด้านบัญชีหรือภาษี พนักงานฝ่ายเทคโนโลยีเรียน Data Analytics หรือ AI ฝ่ายบริหารศึกษาด้านบริหารธุรกิจ หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคลศึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล

เมื่อสามารถแสดงได้ว่าการศึกษาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาบุคลากรเพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการ ค่าใช้จ่ายจึงมีเหตุผลรองรับสำหรับการหักเป็นรายจ่ายตามปกติ นอกจากนี้ หากเข้าเงื่อนไขของพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 437) มาตรา 4 (1) บริษัทยังอาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มเติมอีกจำนวน 100% ของรายจ่ายที่จ่ายไปสำหรับการส่งลูกจ้างเข้ารับการศึกษาหรือฝึกอบรมในสถานศึกษาหรือสถานฝึกอบรมตามที่กำหนด

ตัวอย่างการคำนวณ หากบริษัทจ่ายค่าเล่าเรียนให้พนักงาน 200,000 บาท และรายการดังกล่าวเข้าเงื่อนไขครบถ้วน บริษัทบันทึกค่าใช้จ่ายทางบัญชีตามจริง 200,000 บาท และอาจได้รับสิทธิทางภาษีเพิ่มอีก 100% จำนวน 200,000 บาท ทำให้ผลทางภาษีเทียบเท่าการหักรายจ่าย 400,000 บาท ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะบันทึกค่าใช้จ่ายทางบัญชีจำนวน 400,000 บาท

3. เงื่อนไขสำคัญของการเรียนต่อเพื่อใช้สิทธิเพิ่มอีก 100%

การใช้สิทธิเพิ่มอีก 100% ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพียงเพราะบริษัทเป็นผู้จ่ายค่าเล่าเรียน ประกาศกระทรวงการคลังที่ใช้ประกอบพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 437) กำหนดให้การศึกษาหรือการอบรมต้องเกิดขึ้นในประเทศไทย และมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพ ความรู้ ความสามารถ ทักษะ หรือฝีมือของลูกจ้าง เพื่อประโยชน์ของกิจการนายจ้าง

สถานศึกษาต้องเป็นประเภทที่กฎหมายกำหนด เช่น สถานศึกษาของรัฐ สถานศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน สถาบันอุดมศึกษาเอกชน หรือสถานฝึกอบรมตามประเภทที่กำหนด และหากเป็นหลักสูตรระดับอุดมศึกษา หลักสูตรดังกล่าวต้องได้รับอนุมัติตามหลักเกณฑ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ค่าใช้จ่ายที่อาจอยู่ในขอบเขตของสิทธิดังกล่าวไม่ได้จำกัดเพียงค่าเล่าเรียน แต่อาจรวมถึงค่าลงทะเบียน ค่าบำรุง และในกรณีการฝึกอบรมอาจรวมถึงค่าธรรมเนียมเข้าอบรมหรือค่าลงทะเบียน ตลอดจนค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่าดูงาน หากค่าใช้จ่ายเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรและสถานศึกษาหรือสถานฝึกอบรมเป็นผู้เรียกเก็บ

คำแนะนำจากบริษัท บัญชีสยามออนไลน์ จำกัด ก่อนอนุมัติค่าใช้จ่ายควรตรวจสอบสถานศึกษา หลักสูตร สถานที่เรียน และองค์ประกอบของค่าใช้จ่ายตั้งแต่ต้น ไม่ควรรอจนถึงเวลายื่นภาษีแล้วจึงพิจารณาว่าหลักสูตรนั้นเข้าเงื่อนไขสิทธิเพิ่มอีก 100% หรือไม่

4. ใบเสร็จค่าเรียนออกชื่อพนักงานได้หรือไม่

โดยหลัก หากสถานศึกษาสามารถออกใบเสร็จรับเงินในนามบริษัทได้ การดำเนินการเช่นนั้นจะทำให้หลักฐานทางบัญชีและภาษีมีความชัดเจนมากที่สุด อย่างไรก็ตาม สำหรับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ประกาศกระทรวงการคลังเปิดโอกาสให้ใบเสร็จที่ออกในชื่อพนักงานซึ่งบริษัทส่งไปศึกษาสามารถใช้เป็นหลักฐานประกอบการใช้สิทธิได้

กรมสรรพากรยังเคยมีแนววินิจฉัยว่า หากบริษัทสามารถพิสูจน์ได้ว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวจ่ายไปเพื่อประโยชน์ของกิจการ แม้ใบเสร็จจะระบุชื่อพนักงาน ก็สามารถนำมาพิจารณาเป็นรายจ่ายได้ ประเด็นสำคัญจึงกลับมาอยู่ที่ความสามารถในการแสดงข้อเท็จจริงว่าบริษัทเป็นผู้อนุมัติ ส่งเสริม หรือรับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าวเพื่อวัตถุประสงค์ของกิจการ

แนวทางปฏิบัติจากบริษัท บัญชีสยามออนไลน์ จำกัด หากเลือกได้ ควรขอให้สถานศึกษาออกเอกสารในนามบริษัทตั้งแต่ต้น พร้อมเก็บหนังสืออนุมัติ หลักฐานการชำระเงิน และเอกสารความสัมพันธ์ระหว่างหลักสูตรกับตำแหน่งงานไว้เป็นชุดเดียวกัน เพื่อลดภาระการพิสูจน์ในภายหลัง

5. ต้องทำสัญญาผูกพันพนักงานหรือไม่

ประเด็นเรื่องเงื่อนไขให้พนักงานกลับเข้าทำงานหลังสำเร็จการศึกษาหรือผ่านการฝึกอบรมมีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะกรณีที่บริษัทต้องการใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มอีก 100% ประกาศกระทรวงการคลังกำหนดเงื่อนไขว่าลูกจ้างต้องกลับเข้าทำงานให้บริษัทภายหลังจากสำเร็จการศึกษาหรือการฝึกอบรมแล้ว

รายละเอียดของระยะเวลาที่พนักงานต้องทำงานต่อ เช่น 1 ปี 2 ปี หรือ 3 ปี บริษัทสามารถกำหนดตามความเหมาะสมและประโยชน์ของกิจการได้ แต่ควรมีเงื่อนไขการกลับเข้าทำงานระบุไว้ชัดเจนในเอกสาร ไม่ควรใช้เพียงการตกลงด้วยวาจา

หากพนักงานไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข เช่น ลาออกก่อนจบการศึกษา หรือไม่กลับมาทำงานตามเงื่อนไขที่กำหนด บริษัทอาจเสียสิทธิยกเว้นภาษีเพิ่มอีก 100% และอาจต้องปรับปรุงแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เคยใช้สิทธิไว้

6. กรณีบริษัทส่งพนักงานไปอบรม

การอบรมที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน เช่น บัญชีและภาษี การใช้ AI, Cybersecurity, Excel หรือ Power BI การตลาดออนไลน์ การบริหารงาน ภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจ หรือกฎหมายแรงงาน หากมีความสัมพันธ์กับหน้าที่ของพนักงานหรือการดำเนินกิจการ บริษัทสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักเป็นรายจ่ายตามปกติได้

กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยกรณีบริษัทส่งพนักงานเรียนภาษาอังกฤษว่า หากการเรียนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ย่อมถือเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ จึงสามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายได้

ส่งพนักงานไปอบรมกับสถาบันภายนอก

หากบริษัทส่งพนักงานไปอบรมกับสถานศึกษาหรือสถานฝึกอบรมที่เข้าเกณฑ์ และเป็นหลักสูตรที่มีลักษณะเป็น Public Training หรือเป็นหลักสูตรตามเงื่อนไขที่ประกาศกำหนด บริษัทอาจพิจารณาใช้สิทธิตามมาตรา 4 (1) ของพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 437) ได้ โดยต้องตรวจสอบเงื่อนไขของผู้จัดอบรม หลักสูตร และเอกสารประกอบเป็นรายกรณี

บริษัทจัดอบรมพนักงานเอง

กรณีที่บริษัทจัดฝึกอบรมพนักงานของตนเองจะอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์อีกส่วนหนึ่งตามมาตรา 4 (2) ของพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 437) โดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 148) กำหนดเงื่อนไขไว้ เช่น หลักสูตรต้องจัดเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานและได้รับการรับรองจากกระทรวงแรงงาน ค่าใช้จ่ายต่อคนต้องอยู่ในอัตราที่ได้รับอนุมัติ การอบรมต้องเป็นประโยชน์ต่อกิจการ ผู้เข้าอบรมต้องเป็นลูกจ้างของบริษัทและมีทะเบียนลูกจ้างตามกฎหมาย รวมถึงต้องมีเงื่อนไขให้พนักงานกลับเข้าทำงานหลังการฝึกอบรม

ประเด็นที่ต้องระวัง ไม่ควรตีความว่าค่าอบรมทุกหลักสูตรสามารถหักได้ 2 เท่า หากหลักสูตรเกี่ยวข้องกับกิจการแต่ไม่เข้าเงื่อนไขสิทธิพิเศษ ค่าใช้จ่ายนั้นอาจยังหักเป็นรายจ่ายตามปกติได้ เพียงแต่ไม่สามารถใช้สิทธิเพิ่มอีก 100%

7. เอกสารที่บริษัทควรจัดเตรียม

เพื่อให้การพิสูจน์ความเกี่ยวข้องของค่าใช้จ่ายกับกิจการมีความชัดเจน และรองรับการใช้สิทธิทางภาษี บริษัทควรวางระบบเอกสารตั้งแต่ก่อนเริ่มการศึกษาและการฝึกอบรม ไม่ควรรอรวบรวมเอกสารภายหลังจากพนักงานเรียนหรืออบรมเสร็จแล้ว

  1. นโยบายพัฒนาบุคลากรของบริษัท ควรระบุว่าบริษัทสนับสนุนการศึกษาและการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มความรู้และประสิทธิภาพในการทำงาน
  2. หนังสืออนุมัติส่งพนักงานเรียนหรืออบรม ควรระบุชื่อ ตำแหน่ง หลักสูตร สถานศึกษา ระยะเวลา ค่าใช้จ่าย และเหตุผลที่หลักสูตรเกี่ยวข้องกับกิจการ
  3. สัญญาสนับสนุนการศึกษาหรือฝึกอบรม ควรกำหนดเงื่อนไขให้พนักงานกลับมาปฏิบัติงานภายหลังจบหลักสูตร และอาจกำหนดระยะเวลาทำงานต่อให้เหมาะสม
  4. รายละเอียดหลักสูตร ควรเก็บรายละเอียดวิชา ตารางเรียน กำหนดการอบรม และเอกสารของสถานศึกษาไว้ประกอบ
  5. ใบแจ้งหนี้และใบเสร็จรับเงิน หากสามารถทำได้ ควรให้ออกเอกสารในนามบริษัท
  6. หลักฐานการจ่ายเงิน ควรมีหลักฐานว่าบริษัทเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายจากบัญชีของบริษัท
  7. รายงานค่าใช้จ่ายในการส่งลูกจ้างเข้าศึกษาหรือฝึกอบรม ควรจัดทำตามแบบที่กรมสรรพากรกำหนด พร้อมรายละเอียดหลักสูตรและกำหนดการ และเก็บไว้ ณ สถานประกอบการ
  8. หลักฐานการนำความรู้กลับมาใช้ เช่น Certificate รายงานผลการอบรม หรือรายงานการนำความรู้ไปใช้กับงานของบริษัท

บริษัท บัญชีสยามออนไลน์ จำกัด แนะนำให้จัดเอกสารทั้งหมดเป็นรายพนักงานและรายหลักสูตร โดยให้หนังสืออนุมัติ สัญญา รายละเอียดหลักสูตร ใบเสร็จ หลักฐานการจ่าย และหลักฐานหลังจบการศึกษาเชื่อมโยงกันได้ เพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างเป็นระบบ

8. ข้อเสนอแนะสำหรับบริษัทที่ต้องการดำเนินการจริง

บริษัทไม่ควรกำหนดนโยบายเพียงว่า “บริษัทออกค่าเรียนให้พนักงาน” เพราะข้อความในลักษณะดังกล่าวอาจทำให้วัตถุประสงค์ดูคล้ายการให้สวัสดิการส่วนบุคคลมากกว่าการพัฒนาบุคลากรเพื่อประโยชน์ของกิจการ

แนวทางที่เหมาะสมกว่าคือกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดว่าบริษัทมีนโยบายพัฒนาความรู้ ความสามารถ และทักษะของพนักงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและเพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการของบริษัท จากนั้น ในการอนุมัติแต่ละครั้งควรสามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งงาน หลักสูตร ความรู้ที่จะได้รับ งานที่จะนำไปใช้ และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับบริษัท

มุมมองจากบริษัท บัญชีสยามออนไลน์ จำกัด การเขียนเหตุผลให้เห็นความเชื่อมโยงตั้งแต่ “ตำแหน่งงาน → หลักสูตร → ความรู้ที่จะได้รับ → งานที่จะนำไปใช้ → ประโยชน์ต่อบริษัท” เป็นแนวทางสำคัญในการสนับสนุนข้อเท็จจริงว่าค่าใช้จ่ายนั้นเกิดขึ้นเพื่อกิจการ มิใช่เป็นเพียงประโยชน์ส่วนตัวของพนักงาน

สรุปสำหรับผู้ประกอบการ

กรณีบริษัทส่งพนักงานเรียนต่อ

ค่าใช้จ่ายสามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายได้ หากการศึกษาเกี่ยวข้องกับงานและเป็นประโยชน์ต่อกิจการ และหากเข้าเงื่อนไขของพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 437) รวมถึงเป็นการศึกษาในสถานศึกษาตามที่กำหนดในประเทศไทย มีเอกสารครบถ้วน และมีเงื่อนไขให้พนักงานกลับมาทำงาน บริษัทอาจได้รับสิทธิทางภาษีเพิ่มอีก 100% ซึ่งมีผลทางภาษีเทียบเท่าการหักรายจ่าย 2 เท่า

กรณีบริษัทส่งพนักงานไปอบรม

ค่าอบรมสามารถหักเป็นรายจ่ายได้เช่นเดียวกัน หากเกี่ยวข้องกับกิจการ ส่วนการใช้สิทธิเพิ่มอีก 100% ต้องพิจารณาประเภทของผู้จัดอบรม ลักษณะหลักสูตร และเงื่อนไขตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 437) และประกาศที่เกี่ยวข้องเป็นรายหลักสูตร

ประเด็นสำคัญที่สุดคือ ไม่ควรนำคำว่า “หักรายจ่ายได้” และ “หักได้ 2 เท่า” มาใช้แทนกัน เพราะค่าใช้จ่ายบางรายการอาจไม่เข้าเงื่อนไขสิทธิพิเศษ แต่ยังคงเป็นรายจ่ายที่หักได้ตามปกติ หากบริษัทสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ

บริษัท บัญชีสยามออนไลน์ จำกัด จึงแนะนำให้ผู้ประกอบการตรวจสอบทั้งความเกี่ยวข้องของหลักสูตรและเงื่อนไขสิทธิทางภาษีก่อนอนุมัติค่าใช้จ่าย พร้อมจัดระบบเอกสารให้ครบตั้งแต่ต้น เพื่อให้การบันทึกบัญชีและการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นไปอย่างถูกต้องและสามารถตรวจสอบได้

หมายเหตุ บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป การใช้สิทธิทางภาษีควรพิจารณาข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี ประเภทหลักสูตร ผู้จัดการศึกษาและฝึกอบรม รวมถึงเอกสารประกอบให้ครบถ้วนก่อนนำไปใช้ในการคำนวณภาษี

เอกสารอ้างอิง

  1. ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (13)
  2. พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรฯ (ฉบับที่ 437) พ.ศ. 2548 มาตรา 4
  3. ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องการกำหนดสถานศึกษาหรือสถานฝึกอบรมฝีมือแรงงาน ซึ่งมีการปรับปรุงในปี 2567
  4. ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 148)
  5. ข้อหารือกรมสรรพากรเลขที่ 0702/3297 กรณีบริษัทส่งพนักงานศึกษาต่อระดับปริญญาตรีและปริญญาโท

บริษัทส่งพนักงานเรียนต่อหรืออบรม หักค่าใช้จ่ายได้หรือไม่? หลักเกณฑ์ภาษีและสิทธิหักรายจ่าย 2 เท่า

การพัฒนาความรู้และทักษะของพนักงานเป็นเรื่องที่หลายบริษัทให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนให้พนักงานศึกษาต่อในระดับปริญญา การเรียนหลักสูตรวิชาชีพ หรือการส่งพนักงานเข้ารับการอบรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ในมุมภาษีเงินได้นิติบุคคล คำถามสำคัญคือ ค่าใช้จ่ายที่บริษัทออกให้สามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายของกิจการได้หรือไม่ และในกรณีใดบริษัทจึงจะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติม

หลักการสำคัญคือ ต้องแยกการพิจารณาออกเป็นสองระดับ ระดับแรกคือค่าใช้จ่ายนั้นสามารถหักเป็นรายจ่ายตามปกติของกิจการได้หรือไม่ และระดับที่สองคือค่าใช้จ่ายดังกล่าวเข้าเงื่อนไขที่จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มอีก 100% ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 437) พ.ศ. 2548 หรือไม่ ซึ่งในทางปฏิบัติมักเรียกว่า “สิทธิหักรายจ่าย 2 เท่า”

บริษัท บัญชีสยามออนไลน์ จำกัด เห็นว่า จุดที่ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญไม่ใช่เพียงการมีใบเสร็จค่าเรียนหรือค่าอบรม แต่ต้องสามารถแสดงความเชื่อมโยงให้ชัดว่า พนักงานคนใดเรียนหรืออบรมหลักสูตรใด ความรู้ที่ได้รับเกี่ยวข้องกับหน้าที่หรือกิจการอย่างไร และบริษัทได้รับประโยชน์จากการพัฒนาบุคลากรนั้นในลักษณะใด

1. หลักใหญ่ตามประมวลรัษฎากร

ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (13) กำหนดหลักเกี่ยวกับรายจ่ายที่มิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะว่าเป็นรายจ่ายต้องห้าม ดังนั้น การที่บริษัทออกค่าใช้จ่ายให้พนักงานเรียนต่อหรือเข้ารับการอบรม จะนำมาหักเป็นรายจ่ายได้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับการประกอบกิจการและก่อให้เกิดประโยชน์แก่บริษัทหรือไม่

หากบริษัทสามารถพิสูจน์ได้ว่าการศึกษาและการอบรมมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความรู้ ความสามารถ หรือทักษะที่พนักงานจะนำกลับมาใช้กับงานของบริษัท ค่าใช้จ่ายดังกล่าวโดยหลักมีเหตุผลรองรับว่าเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการ กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยกรณีบริษัทส่งพนักงานศึกษาต่อระดับปริญญาตรีและปริญญาโทในมหาวิทยาลัยภายในประเทศว่า หากการศึกษานั้นเป็นประโยชน์แก่การดำเนินงานของบริษัท ค่าใช้จ่ายสามารถนำมาหักในการคำนวณกำไรสุทธิได้

อย่างไรก็ตาม การหักเป็นรายจ่ายตามปกติกับการใช้สิทธิทางภาษีเพิ่มเติมเป็นคนละเรื่องกัน หลักสูตรหนึ่งอาจเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการและหักได้ตามปกติ แต่หากไม่ผ่านเงื่อนไขของสิทธิพิเศษ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำมาหักเพิ่มอีก 100% ได้

ลักษณะค่าใช้จ่ายการหักเป็นรายจ่ายปกติโอกาสใช้สิทธิเพิ่มอีก 100%
ส่งพนักงานเรียนต่อ เช่น ปริญญาตรีหรือปริญญาโทหักได้ หากเกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อกิจการอาจใช้ได้ หากเข้าเงื่อนไข พ.ร.ฎ. 437
ส่งพนักงานไปอบรมหรือสัมมนาหักได้ หากเกี่ยวข้องกับงานอาจใช้ได้ หากหลักสูตร สถานอบรม และเอกสารเข้าเงื่อนไข
หลักสูตรเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและไม่เกี่ยวข้องกับงานมีความเสี่ยงถูกตัดเป็นรายจ่ายต้องห้ามไม่เข้าเงื่อนไข
บริษัทจ่ายค่าเรียนแต่ไม่มีหลักฐานว่าเป็นผู้ส่งหรือสนับสนุนมีความเสี่ยงสูงด้านการพิสูจน์รายจ่ายเสี่ยงไม่ผ่านเงื่อนไข
เรียนหรืออบรมในต่างประเทศอาจหักตามปกติได้ หากพิสูจน์ความเกี่ยวข้องกับกิจการโดยหลักสิทธิตามมาตรา 4 (1) ของ พ.ร.ฎ. 437 กำหนดการศึกษาและอบรมในประเทศไทย

2. กรณีบริษัทส่งพนักงานเรียนต่อ

การเรียนต่ออาจครอบคลุมตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท หลักสูตรประกาศนียบัตร ไปจนถึงหลักสูตรวิชาชีพ สิ่งสำคัญคือวิชาที่เรียนควรมีความสัมพันธ์กับตำแหน่งงานหรือแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัท เช่น พนักงานบัญชีศึกษาด้านบัญชีหรือภาษี พนักงานฝ่ายเทคโนโลยีเรียน Data Analytics หรือ AI ฝ่ายบริหารศึกษาด้านบริหารธุรกิจ หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคลศึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล

เมื่อสามารถแสดงได้ว่าการศึกษาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาบุคลากรเพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการ ค่าใช้จ่ายจึงมีเหตุผลรองรับสำหรับการหักเป็นรายจ่ายตามปกติ นอกจากนี้ หากเข้าเงื่อนไขของพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 437) มาตรา 4 (1) บริษัทยังอาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มเติมอีกจำนวน 100% ของรายจ่าย

ตัวอย่างการคำนวณ หากบริษัทจ่ายค่าเล่าเรียน 200,000 บาทและเข้าเงื่อนไขครบถ้วน บริษัทบันทึกค่าใช้จ่ายทางบัญชีตามจริง 200,000 บาท และอาจได้รับสิทธิทางภาษีเพิ่มอีก 200,000 บาท ทำให้ผลทางภาษีเทียบเท่าการหักรายจ่าย 400,000 บาท

3. เงื่อนไขสำคัญของการเรียนต่อเพื่อใช้สิทธิเพิ่มอีก 100%

การใช้สิทธิเพิ่มอีก 100% ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพียงเพราะบริษัทเป็นผู้จ่ายค่าเล่าเรียน การศึกษาหรือการอบรมต้องเกิดขึ้นในประเทศไทย และมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพ ความรู้ ความสามารถ ทักษะ หรือฝีมือของลูกจ้างเพื่อประโยชน์ของกิจการนายจ้าง

สถานศึกษาต้องเป็นประเภทที่กฎหมายกำหนด และหากเป็นหลักสูตรระดับอุดมศึกษา หลักสูตรต้องได้รับอนุมัติตามหลักเกณฑ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ค่าใช้จ่ายที่อาจอยู่ในขอบเขตของสิทธิไม่ได้จำกัดเพียงค่าเล่าเรียน แต่อาจรวมถึงค่าลงทะเบียน ค่าบำรุง และในกรณีการฝึกอบรมอาจรวมค่าธรรมเนียม ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่าดูงาน หากเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรและสถานศึกษาหรือสถานฝึกอบรมเป็นผู้เรียกเก็บ

คำแนะนำจากบริษัท บัญชีสยามออนไลน์ จำกัด ควรตรวจสอบสถานศึกษา หลักสูตร สถานที่เรียน และองค์ประกอบค่าใช้จ่ายก่อนอนุมัติ ไม่ควรรอจนถึงช่วงยื่นภาษีจึงตรวจว่าเข้าเงื่อนไขสิทธิพิเศษหรือไม่

4. ใบเสร็จค่าเรียนออกชื่อพนักงานได้หรือไม่

หากสถานศึกษาสามารถออกใบเสร็จในนามบริษัทได้จะทำให้หลักฐานชัดเจนที่สุด อย่างไรก็ตาม สำหรับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา แม้ใบเสร็จออกในชื่อพนักงานที่บริษัทส่งไปศึกษา ก็สามารถใช้เป็นหลักฐานประกอบได้ตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นสำคัญคือบริษัทต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่าค่าใช้จ่ายนั้นเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของกิจการ และบริษัทเป็นผู้อนุมัติหรือสนับสนุนการศึกษาอย่างแท้จริง

5. ต้องทำสัญญาผูกพันพนักงานหรือไม่

หากบริษัทต้องการใช้สิทธิเพิ่มอีก 100% เงื่อนไขให้พนักงานกลับเข้าทำงานหลังสำเร็จการศึกษาหรือผ่านการฝึกอบรมมีความสำคัญ บริษัทสามารถกำหนดระยะเวลาทำงานต่อให้เหมาะสมกับประโยชน์ของกิจการได้ แต่ควรจัดทำเป็นเอกสารที่ชัดเจน

หากพนักงานไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข เช่น ลาออกก่อนจบหรือไม่กลับมาทำงาน บริษัทอาจเสียสิทธิยกเว้นภาษีเพิ่มอีก 100% และอาจต้องปรับปรุงแบบภาษีที่เคยใช้สิทธิไว้

6. กรณีบริษัทส่งพนักงานไปอบรม

การอบรมด้านบัญชีและภาษี AI, Cybersecurity, Excel หรือ Power BI การตลาดออนไลน์ การบริหารงาน ภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจ หรือกฎหมายแรงงาน หากเกี่ยวข้องกับหน้าที่หรือการดำเนินกิจการ บริษัทสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักเป็นรายจ่ายตามปกติได้

ส่งพนักงานไปอบรมกับสถาบันภายนอก

หากเป็นการอบรมกับสถานศึกษาหรือสถานฝึกอบรมที่เข้าเกณฑ์ และเป็น Public Training หรือหลักสูตรตามลักษณะที่ประกาศกำหนด บริษัทอาจพิจารณาใช้สิทธิตามมาตรา 4 (1) ของพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 437) ได้

บริษัทจัดอบรมพนักงานเอง

กรณีบริษัทจัดอบรมเองจะอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ตามมาตรา 4 (2) โดยหลักสูตรต้องจัดเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานและได้รับการรับรองจากกระทรวงแรงงาน ค่าใช้จ่ายต้องอยู่ในอัตราที่ได้รับอนุมัติ การอบรมต้องเป็นประโยชน์ต่อกิจการ และผู้เข้าอบรมต้องเป็นลูกจ้างของบริษัทตามเงื่อนไขที่กำหนด

ประเด็นสำคัญ ค่าอบรมทุกหลักสูตรไม่ได้หักได้ 2 เท่า หากเกี่ยวข้องกับกิจการแต่ไม่ผ่านเงื่อนไขสิทธิพิเศษ ค่าใช้จ่ายอาจยังหักได้ตามปกติ

7. เอกสารที่บริษัทควรจัดเตรียม

บริษัทควรวางระบบเอกสารก่อนเริ่มการศึกษาและการฝึกอบรม เพื่อให้สามารถพิสูจน์ความเกี่ยวข้องกับกิจการและรองรับการใช้สิทธิทางภาษีได้อย่างเป็นระบบ

  1. นโยบายพัฒนาบุคลากร ระบุวัตถุประสงค์ในการพัฒนาความรู้และประสิทธิภาพการทำงาน
  2. หนังสืออนุมัติ ระบุพนักงาน ตำแหน่ง หลักสูตร สถานศึกษา ระยะเวลา ค่าใช้จ่าย และความเกี่ยวข้องกับกิจการ
  3. สัญญาสนับสนุนการศึกษาและฝึกอบรม กำหนดเงื่อนไขการกลับมาปฏิบัติงาน
  4. รายละเอียดหลักสูตร รวมถึงตารางเรียน กำหนดการ และเอกสารสถานศึกษา
  5. ใบแจ้งหนี้และใบเสร็จ หากทำได้ควรออกในนามบริษัท
  6. หลักฐานการจ่ายเงิน จากบัญชีของบริษัท
  7. รายงานค่าใช้จ่ายตามแบบที่กำหนด พร้อมรายละเอียดหลักสูตรและกำหนดการ
  8. หลักฐานภายหลังจบหลักสูตร เช่น Certificate รายงานผล หรือหลักฐานการนำความรู้มาใช้กับงาน

8. ข้อเสนอแนะสำหรับบริษัทที่ต้องการดำเนินการจริง

บริษัทไม่ควรกำหนดนโยบายเพียงว่าออกค่าเรียนให้พนักงาน แต่ควรระบุชัดว่าเป็นการพัฒนาความรู้ ความสามารถ และทักษะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและเพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการ

ในการอนุมัติแต่ละครั้งควรแสดงความเชื่อมโยงระหว่างตำแหน่งงาน หลักสูตร ความรู้ที่จะได้รับ งานที่จะนำไปใช้ และประโยชน์ที่บริษัทจะได้รับ เพื่อสนับสนุนข้อเท็จจริงว่าค่าใช้จ่ายนั้นเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการ

มุมมองจากบริษัท บัญชีสยามออนไลน์ จำกัด การจัดทำเอกสารให้เห็นลำดับ “ตำแหน่งงาน → หลักสูตร → ความรู้ที่จะได้รับ → งานที่จะนำไปใช้ → ประโยชน์ต่อบริษัท” ช่วยให้การพิสูจน์ความเกี่ยวข้องของค่าใช้จ่ายกับกิจการมีความชัดเจนมากขึ้น

สรุปสำหรับผู้ประกอบการ

กรณีบริษัทส่งพนักงานเรียนต่อ

หักเป็นรายจ่ายได้ หากการศึกษาเกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อกิจการ และหากเข้าเงื่อนไขของพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 437) รวมถึงเป็นสถานศึกษาที่กำหนด เรียนในประเทศไทย มีเอกสารครบ และมีเงื่อนไขให้พนักงานกลับมาทำงาน บริษัทอาจได้รับสิทธิเพิ่มอีก 100%

กรณีบริษัทส่งพนักงานไปอบรม

ค่าอบรมสามารถหักเป็นรายจ่ายได้ หากเกี่ยวข้องกับกิจการ ส่วนการใช้สิทธิเพิ่มอีก 100% ต้องตรวจสอบประเภทผู้จัดอบรม หลักสูตร และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องเป็นรายหลักสูตร

ประเด็นสำคัญคือ ควรแยกคำถามว่า “หักเป็นรายจ่ายตามปกติได้หรือไม่” ออกจากคำถามว่า “ใช้สิทธิเพิ่มอีก 100% ได้หรือไม่” เพราะแม้หลักสูตรหนึ่งไม่ผ่านเงื่อนไขสิทธิพิเศษ ก็ไม่ได้หมายความว่าค่าใช้จ่ายนั้นจะเป็นรายจ่ายต้องห้ามทั้งหมด

บริษัท บัญชีสยามออนไลน์ จำกัด แนะนำให้ตรวจสอบทั้งความเกี่ยวข้องกับกิจการและเงื่อนไขสิทธิทางภาษีก่อนอนุมัติ พร้อมจัดเอกสารให้ครบตั้งแต่ต้น เพื่อให้การบันทึกบัญชีและการคำนวณภาษีสามารถตรวจสอบได้

หมายเหตุ บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป การใช้สิทธิทางภาษีควรพิจารณาข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี ประเภทหลักสูตร ผู้จัดการศึกษาและฝึกอบรม และเอกสารประกอบก่อนนำไปใช้ในการคำนวณภาษี

เอกสารอ้างอิง

  1. ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (13)
  2. พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรฯ (ฉบับที่ 437) พ.ศ. 2548 มาตรา 4
  3. ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องการกำหนดสถานศึกษาหรือสถานฝึกอบรมฝีมือแรงงาน ซึ่งมีการปรับปรุงในปี 2567
  4. ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 148)
  5. ข้อหารือกรมสรรพากรเลขที่ 0702/3297 กรณีบริษัทส่งพนักงานศึกษาต่อระดับปริญญาตรีและปริญญาโท

บริการจากสำนักงานบัญชีสยามออนไลน์

   สำนักงานบัญชีสยามออนไลน์ พร้อมให้คำแนะนำและบริการวางระบบบัญชีร้านอาหารแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น

  • ให้คำปรึกษา ช่วยวิเคราะห์และออกแบบระบบบัญชีที่เหมาะกับร้านของคุณ
  • จัดทำบัญชีบันทึกรายรับ-รายจ่าย จัดทำรายงานทางการเงิน และยื่นภาษี
  • วางระบบบัญชีให้เข้ากับประเภทธุรกิจด้วยโปรแกรมบัญชี เช่น ธุรกิจซื้อมาขายไป ธุรกิจบริการ ธุรค้าขายออนไลน์ เป็นต้น
  • วางแผนภาษีพร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการภาษีให้ถูกต้องและประหยัดที่สุด
  • ดูแลครบวงจรให้คุณหมดกังวลเรื่องบัญชีและภาษี เพื่อทุ่มเทให้กับการบริหารร้านอาหารได้อย่างเต็มที่

   สำนักงานบัญชีสยามออนไลน์ ยินดีช่วยคุณสร้างรากฐานทางการเงินที่แข็งแกร่งให้กับธุรกิจร้านอาหารของคุณ

บริการจากสำนักงานบัญชีสยามออนไลน์

   สำนักงานบัญชีสยามออนไลน์ พร้อมให้คำแนะนำและบริการวางระบบบัญชีร้านอาหารแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น

  • ให้คำปรึกษา ช่วยวิเคราะห์และออกแบบระบบบัญชีที่เหมาะกับร้านของคุณ
  • จัดทำบัญชีบันทึกรายรับ-รายจ่าย จัดทำรายงานทางการเงิน และยื่นภาษี
  • วางระบบบัญชีให้เข้ากับประเภทธุรกิจด้วยโปรแกรมบัญชี เช่น ธุรกิจซื้อมาขายไป ธุรกิจบริการ ธุรค้าขายออนไลน์ เป็นต้น
  • วางแผนภาษีพร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการภาษีให้ถูกต้องและประหยัดที่สุด
  • ดูแลครบวงจรให้คุณหมดกังวลเรื่องบัญชีและภาษี เพื่อทุ่มเทให้กับการบริหารร้านอาหารได้อย่างเต็มที่

   สำนักงานบัญชีสยามออนไลน์ ยินดีช่วยคุณสร้างรากฐานทางการเงินที่แข็งแกร่งให้กับธุรกิจร้านอาหารของคุณ