เจาะลึกภาษีค่า Freight และ Local Charges.. นักบัญชี Import-Export ต้องบันทึกบัญชีอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย?
การดำเนินธุรกิจนำเข้าและส่งออกสินค้าในระดับสากล สิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการและนักบัญชีต้องเผชิญอยู่เป็นประจำคือความซับซ้อนของเอกสารทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใบแจ้งหนี้ (Invoice) หรือใบกำกับภาษีที่ได้รับจาก Freight Forwarder หรือบริษัท Shipping ซึ่งมักจะรวบรวมรายการค่าใช้จ่ายหลากหลายประเภทไว้ในเอกสารฉบับเดียว ไม่ว่าจะเป็นค่าระวางเรือ (Ocean Freight) ค่าระวางเครื่องบิน (Air Freight) ค่าภาระสถานีตู้สินค้า (Terminal Handling Charge หรือ THC) ค่าธรรมเนียมใบตราส่งสินค้า (D/O Fee) ค่าเอกสาร (Documentation Fee) ค่าบริการพิธีการศุลกากร (Customs Clearance Fee) ค่าขนส่งด้วยรถบรรทุกหรือรถหัวลาก (Trucking Charge) ตลอดจนค่าบริการจัดการทั่วไป (Handling Fee)
ความหลากหลายของประเภทค่าใช้จ่ายเหล่านี้มักก่อให้เกิดประเด็นคำถามและข้อผิดพลาดในทางปฏิบัติอยู่เสมอ ว่ารายการใดต้องนำมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 รายการใดได้รับสิทธิอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 0 หรือรายการใดที่ได้รับยกเว้นภาษีอย่างสิ้นเชิง รวมไปถึงเกณฑ์การหักภาษี ณ ที่จ่าย และการพิจารณาว่าควรบันทึกรายการเหล่านั้นเป็นต้นทุนของสินค้าคงเหลือหรือรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายประจำงวด หากไม่มีการวางระบบการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ กิจกรรมเหล่านี้อาจกลายเป็นความเสี่ยงทางภาษีที่มีมูลค่าหลักแสนบาทเมื่อถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบย้อนหลัง
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านระบบบัญชีและภาษีเชิงลึก บริษัท บัญชีสยามออนไลน์ จำกัด จึงได้จัดทำบทความนี้เพื่อสรุปหลักเกณฑ์ทางกฎหมายและแนวทางปฏิบัติในการบันทึกบัญชีที่ถูกต้อง เพื่อให้ผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออกสามารถควบคุมความเสี่ยงและปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างแม่นยำ
1. หลักเกณฑ์ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่า Freight ระหว่างประเทศ
การพิจารณาภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่าระวางขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ จำเป็นต้องแยกพิจารณาตามทิศทางของการขนส่ง เนื่องจากข้อกำหนดตามประมวลรัษฎากรมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างการนำเข้าและการส่งออก
ในกรณีการส่งออกสินค้า (Export Freight) ซึ่งเป็นการให้บริการขนส่งสินค้าจากต้นทางในประเทศไทยไปยังปลายทางต่างประเทศ กฎหมายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 (2) ได้กำหนดให้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราประหยัดคืออัตราร้อยละ 0 ส่งผลให้ผู้ให้บริการขนส่งที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยสามารถออกใบกำกับภาษีในอัตราดังกล่าวได้ ซึ่งช่วยลดภาระต้นทุนให้แก่ผู้ส่งออกไทยในเวทีโลก ตัวอย่างเช่น ค่าระวางเรือสำหรับการส่งสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกา หรือค่าระวางเครื่องบินสำหรับส่งสินค้าไปประเทศญี่ปุ่น
ในทางกลับกัน กรณีการนำเข้าสินค้า (Import Freight) ซึ่งเป็นการขนส่งจากต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทย โดยทั่วไปแล้วค่าระวางขนส่งระหว่างประเทศที่เรียกเก็บโดยสายเรือหรือสายการบินต่างประเทศนั้น จะถือว่าไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทย เอกสารที่ผู้นำเข้าได้รับจึงมักอยู่ในรูปแบบของ Invoice, Debit Note หรือ Freight Bill ที่ไม่มีการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 ส่งผลให้ผู้นำเข้าไม่สามารถนำยอดดังกล่าวไปเคลมเป็นภาษีซื้อได้ อย่างไรก็ดี หากมีการเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติมโดย Freight Forwarder ที่ตั้งอยู่ในไทย จะต้องนำค่าบริการส่วนเพิ่มนั้นมาพิจารณาแยกต่างหากตามหลักเกณฑ์ภาษีในประเทศ
2. การวิเคราะห์ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับ Local Charges
ค่าใช้จ่ายส่วนท้องถิ่น หรือ Local Charges คือค่าธรรมเนียมและการบริการที่เกิดขึ้นภายในอาณาเขตประเทศไทย แม้ว่ากิจกรรมดังกล่าวจะมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศก็ตาม แต่ตามแนววินิจฉัยของกรมสรรพากรระบุไว้อย่างชัดเจนว่า กิจกรรมเหล่านี้ถือเป็นการให้บริการในราชอาณาจักร ด้วยเหตุนี้ ค่าใช้จ่ายในกลุ่ม Local Charges ทั้งหมด เช่น Terminal Handling Charge (THC), Documentation Fee, D/O Fee, Customs Clearance Fee รวมถึง Handling Fee และ Service Charge จึงต้องอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 เสมอ
อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังที่นักบัญชีมักเกิดความสับสนคือ การหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับ Local Charges ซึ่งไม่ได้ใช้อัตราเดียวกันในทุกรายการ โดยสามารถแบ่งเกณฑ์การพิจารณาออกเป็นสองรูปแบบหลักเพื่อความถูกต้องในการปฏิบัติงาน
กรณีแรกคือค่าใช้จ่ายที่มีลักษณะเป็นการให้บริการโดยตรง เช่น ค่าบริการพิธีการศุลกากร (Customs Clearance) ค่าบริการจัดการเอกสาร (Documentation Fee และ Handling Fee) รวมไปถึงค่าบริการทั่วไป (Service Fee) รายการเหล่านี้เข้าลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของหรือการให้บริการตามประมวลรัษฎากร กิจการจึงมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3 ของยอดก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม
กรณีที่สองคือค่าใช้จ่ายที่เป็นการเรียกเก็บเงินคืนตามที่จ่ายจริง (Disbursement) ซึ่ง Freight Forwarder หรือ Shipping เป็นเพียงผู้สำรองจ่ายแทนผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกไปก่อน แล้วนำใบเสร็จรับเงินจากหน่วยงานต้นทางมาเรียกเก็บเงินคืนภายหลัง ตัวอย่างเช่น ค่าภาระท่าเรือ (Port Charge) ค่าซีลตู้สินค้า (Seal) ค่าบริการยกตู้สินค้า (Lift On/Lift Off) หรือค่าฝากคลังสินค้า (Storage) หากเอกสารต้นฉบับระบุชื่อของผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกอย่างถูกต้อง และเป็นการจ่ายตามจริงโดยไม่มีการบวกกำไรเพิ่ม รายการในลักษณะนี้อาจไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย บริษัท บัญชีสยามออนไลน์ จำกัด จึงขอแนะนำให้นักบัญชีทำการตรวจสอบรายละเอียดและเอกสารแนบใน Invoice อย่างถี่ถ้วนทุกครั้งก่อนทำการจ่ายเงิน
3. ภาระภาษีสำหรับการขนส่งภายในประเทศ (Trucking Charge)
ค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายสินค้าภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่งตู้สินค้าจากท่าเรือมายังโรงงาน ค่ารถหัวลาก หรือค่าบริการรถบรรทุกกระจายสินค้า ถือเป็นกิจกรรมการขนส่งภายในราชอาณาจักร ในทางภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น กิจกรรมการขนส่งจะได้รับการยกเว้นภาษีซื้อ-ภาษีขาย อย่างไรก็ตาม หากผู้ให้บริการขนส่งดังกล่าวเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย กิจการผู้รับบริการมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 ของยอดค่าขนส่งนั้น ข้อตระหนักสำคัญคือนักบัญชีต้องแยกแยะระหว่างค่าขนส่ง (หักร้อยละ 1) และค่าบริการยกของหรือบริการอื่นที่พ่วงมาด้วย (หักร้อยละ 3) ให้ชัดเจนเพื่อป้องกันความผิดพลาดทางภาษี
4. Import VAT ภาระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าที่ห้ามมองข้าม
นอกเหนือจากประเด็นค่าระวางเรือและค่าบริการส่วนท้องถิ่นแล้ว สิ่งสำคัญที่ผู้นำเข้าสินค้าจะต้องคำนึงถึงคือภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้า หรือ Import VAT ซึ่งเป็นภาษีที่ต้องชำระให้แก่กรมศุลกากร ณ ขณะที่สินค้าผ่านพิธีการศุลกากรขาเข้า โดยฐานภาษีในการคำนวณจะประกอบไปด้วยมูลค่าของสินค้าตามราคา CIF (Cost, Insurance, and Freight) รวมกับอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต (ถ้ามี) และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ที่กำหนดตามกฎหมาย ทั้งนี้ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระให้แก่กรมศุลกากรดังกล่าว กิจการสามารถนำใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากร (แบบ กศก.121) มาใช้เป็นหลักฐานในการเครดิตภาษีซื้อประจำเดือนได้ หากกิจการนั้นประกอบธุรกิจประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและมีสิทธิ์ขอเครดิตภาษีตามกฎหมาย
5. แนวทางการบันทึกบัญชีสำหรับธุรกิจนำเข้าสินค้า
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (TAS 2) ได้ระบุหลักการสำคัญไว้ว่า ต้นทุนของสินค้าคงเหลือจะต้องรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในการจัดหาสินค้าเพื่อให้สินค้านั้นอยู่ในสถานที่และสภาพปัจจุบันพร้อมที่จะขายได้ ด้วยเหตุนี้ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการนำเข้าทั้งหมด อาทิ ค่าระวางขนส่งขาเข้า (Ocean Freight / Air Freight) ค่าประกันภัยขนส่งสินค้า ตลอดจน Local Charges ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจนกว่าสินค้าจะถึงคลังสินค้า จึงต้องนำมาบันทึกรวมเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินค้าคงเหลือตราบใดที่สินค้านั้นยังไม่ได้ถูกจำหน่ายออกไป
เพื่อให้เห็นภาพการปฏิบัติงานจริง สมมติให้กิจการนำเข้าสินค้ามีรายการค่าใช้จ่ายจาก Invoice ประกอบด้วย Ocean Freight จำนวน 50,000 บาท Local Charges ที่เป็นค่าบริการจำนวน 5,000 บาท และมีภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ของค่าบริการจำนวน 350 บาท นักบัญชีสามารถทำการบันทึกบัญชีในสมุดรายวันทั่วไปได้ดังนี้
เดบิต ภาษีซื้อ (5,000 × 7%) 350 บาท
เครดิต ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย (5,000 × 3% + 50,000 × 1%*) 650 บาท
เครดิต เจ้าหนี้การค้า / เงินสด 54,700 บาท
*หมายเหตุ: อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับ Ocean Freight 1% จะใช้ในกรณีที่ผู้รับเงินเป็นผู้ประกอบการขนส่งในประเทศไทยเท่านั้น
6. แนวทางการบันทึกบัญชีสำหรับธุรกิจส่งออกสินค้า
ในทางตรงกันข้าม ค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งและการจัดการที่เกิดขึ้นในฝั่งของการส่งออกสินค้า จะมีแนวทางปฏิบัติที่แตกต่างจากการนำเข้า เนื่องจากค่า Freight และ Local Charges ขาออกถือเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหลังจากกระบวนการผลิตหรือการจัดหาดูแลสินค้าเสร็จสิ้นแล้ว จึงมีลักษณะเป็นต้นทุนในการกระจายสินค้าเพื่อส่งมอบให้แก่ลูกค้า รายการเหล่านี้จึงต้องรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในการขาย (Selling Expenses) ในงบกำไรขาดทุนประจำงวดทันที ไม่นำไปรวมเป็นต้นทุนผลิตภัณฑ์
ตัวอย่างสำหรับการบันทึกบัญชีฝั่งส่งออก สมมติให้กิจการมีค่าใช้จ่าย Ocean Freight ขาออกจำนวน 60,000 บาท (ใช้อัตรา VAT 0% ตามกฎหมาย) และมี Local Charges ที่เป็นค่าบริการจำนวน 4,000 บาท พร้อมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ของค่าบริการจำนวน 280 บาท สามารถทำการบันทึกรายการบัญชีได้ดังนี้
เดบิต ภาษีซื้อ (4,000 × 7%) 280 บาท
เครดิต ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย (4,000 × 3% + 60,000 × 1%*) 720 บาท
เครดิต เงินสด / เจ้าหนี้การค้า 63,560 บาท
*หมายเหตุ: อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับการขนส่งระวาง 1% คิดบนฐานผู้รับบริการในไทย หากเป็นสายการเดินเรือต่างประเทศให้พิจารณาตามข้อตกลงอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA)
7. ตารางสรุปภาระภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีหัก ณ ที่จ่าย
เพื่อช่วยให้นักบัญชีและผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบและคัดกรองประเภทรายการได้อย่างรวดเร็ว ทางเราได้จัดทำตารางสรุปเกณฑ์ภาษีมูลค่าเพิ่มและอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับแต่ละธุรกรรมหลักไว้เป็นแนวทางปฏิบัติดังนี้
| ประเภทรายการค่าใช้จ่าย | ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) | ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) |
|---|---|---|
| ค่าระวางเรือ/เครื่องบิน ขาออก (Export Freight) | อัตราภาษีร้อยละ 0 | ร้อยละ 1 (เฉพาะผู้รับเป็นผู้ประกอบการไทย) |
| ค่าระวางเรือ/เครื่องบิน ขาเข้า (Import Freight ต่างประเทศ) | ไม่อยู่ในฐานภาษีของไทย | พิจารณาตามสถานะผู้รับเงินและอนุสัญญาภาษีซ้อน |
| ค่าบริการส่วนท้องถิ่น (Local Charges ที่เป็นค่าบริการ) | อัตราภาษีร้อยละ 7 | ร้อยละ 3 |
| ค่าขนส่งและรถหัวลากในประเทศ (Trucking Charge) | ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม | ร้อยละ 1 |
| ค่าใช้จ่ายสำรองจ่ายแทนตามจริง (Disbursement) | พิจารณาตามใบเสร็จต้นทาง | ได้รับยกเว้นไม่ต้องหัก (หากเป็นไปตามเงื่อนไขจริง) |
8. บทสรุปและคำแนะนำเชิงกลยุทธ์จาก บัญชีสยามออนไลน์
ในการบริหารจัดการเอกสารบัญชีสำหรับธุรกิจ Import-Export การตรวจสอบใบแจ้งหนี้จาก Freight Forwarder ไม่ควรพิจารณาเพียงยอดรวมที่ต้องชำระเงินเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือความสามารถในการจำแนกประเภทและวิเคราะห์องค์ประกอบของค่าใช้จ่ายแต่ละบรรทัดอย่างละเอียดถี่ถ้วน การแยกรายการอย่างถูกต้องจะช่วยให้ธุรกิจคำนวณและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มได้อย่างแม่นยำ หักภาษี ณ ที่จ่ายครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด และปันส่วนต้นทุนสินค้าคงเหลือให้สะท้อนความเป็นจริงตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นเกราะป้องกันชั้นเลิศในการลดความเสี่ยงจากการถูกประเมินเบี้ยปรับและเงินเพิ่มย้อนหลัง
หากธุรกิจของคุณมีการทำธุรกรรมนำเข้าและส่งออกเป็นประจำ และต้องการสร้างความมั่นใจว่าระบบการบันทึกบัญชีรวมถึงโครงสร้างภาษีได้รับการวางรากฐานอย่างถูกต้องตามข้อกำหนดล่าสุด บริษัท บัญชีสยามออนไลน์ จำกัด พร้อมอย่างยิ่งที่จะเป็นพันธมิตรคู่คิดในการให้คำปรึกษาเชิงลึก ออกแบบระบบเอกสาร และควบคุมมาตรฐานงานบัญชีขนส่งระหว่างประเทศให้แก่ท่าน เพื่อให้ธุรกิจของคุณขับเคลื่อนไปข้างหน้าสู่ระดับสากลได้อย่างมั่นคงและปลอดภัยในทุกมิติภาษี
เจาะลึกภาษีค่า Freight และ Local Charges: นักบัญชี Import-Export ต้องบันทึกบัญชีอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย?
การดำเนินธุรกิจนำเข้าและส่งออกสินค้าในระดับสากล สิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการและนักบัญชีต้องเผชิญอยู่เป็นประจำคือความซับซ้อนของเอกสารทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใบแจ้งหนี้ (Invoice) หรือใบกำกับภาษีที่ได้รับจาก Freight Forwarder หรือบริษัท Shipping ซึ่งมักจะรวบรวมรายการค่าใช้จ่ายหลากหลายประเภทไว้ในเอกสารฉบับเดียว ไม่ว่าจะเป็นค่าระวางเรือ (Ocean Freight) ค่าระวางเครื่องบิน (Air Freight) ค่าภาระสถานีตู้สินค้า (Terminal Handling Charge หรือ THC) ค่าธรรมเนียมใบตราส่งสินค้า (D/O Fee) ค่าเอกสาร (Documentation Fee) ค่าบริการพิธีการศุลกากร (Customs Clearance Fee) ค่าขนส่งด้วยรถบรรทุกหรือรถหัวลาก (Trucking Charge) ตลอดจนค่าบริการจัดการทั่วไป (Handling Fee)
ความหลากหลายของประเภทค่าใช้จ่ายเหล่านี้มักก่อให้เกิดประเด็นคำถามและข้อผิดพลาดในทางปฏิบัติอยู่เสมอ ว่ารายการใดต้องนำมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 รายการใดได้รับสิทธิอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 0 หรือรายการใดที่ได้รับยกเว้นภาษีอย่างสิ้นเชิง รวมไปถึงเกณฑ์การหักภาษี ณ ที่จ่าย และการพิจารณาว่าควรบันทึกรายการเหล่านั้นเป็นต้นทุนของสินค้าคงเหลือหรือรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายประจำงวด หากไม่มีการวางระบบการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ กิจกรรมเหล่านี้อาจกลายเป็นความเสี่ยงทางภาษีที่มีมูลค่าหลักแสนบาทเมื่อถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบย้อนหลัง
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านระบบบัญชีและภาษีเชิงลึก บริษัท บัญชีสยามออนไลน์ จำกัด จึงได้จัดทำบทความนี้เพื่อสรุปหลักเกณฑ์ทางกฎหมายและแนวทางปฏิบัติในการบันทึกบัญชีที่ถูกต้อง เพื่อให้ผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออกสามารถควบคุมความเสี่ยงและปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างแม่นยำ
1. หลักเกณฑ์ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่า Freight ระหว่างประเทศ
การพิจารณาภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่าระวางขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ จำเป็นต้องแยกพิจารณาตามทิศทางของการขนส่ง เนื่องจากข้อกำหนดตามประมวลรัษฎากรมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างการนำเข้าและการส่งออก
ในกรณีการส่งออกสินค้า (Export Freight) ซึ่งเป็นการให้บริการขนส่งสินค้าจากต้นทางในประเทศไทยไปยังปลายทางต่างประเทศ กฎหมายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 (2) ได้กำหนดให้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราประหยัดคืออัตราร้อยละ 0 ส่งผลให้ผู้ให้บริการขนส่งที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยสามารถออกใบกำกับภาษีในอัตราดังกล่าวได้ ซึ่งช่วยลดภาระต้นทุนให้แก่ผู้ส่งออกไทยในเวทีโลก ตัวอย่างเช่น ค่าระวางเรือสำหรับการส่งสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกา หรือค่าระวางเครื่องบินสำหรับส่งสินค้าไปประเทศญี่ปุ่น
ในทางกลับกัน กรณีการนำเข้าสินค้า (Import Freight) ซึ่งเป็นการขนส่งจากต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทย โดยทั่วไปแล้วค่าระวางขนส่งระหว่างประเทศที่เรียกเก็บโดยสายเรือหรือสายการบินต่างประเทศนั้น จะถือว่าไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทย เอกสารที่ผู้นำเข้าได้รับจึงมักอยู่ในรูปแบบของ Invoice, Debit Note หรือ Freight Bill ที่ไม่มีการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 ส่งผลให้ผู้นำเข้าไม่สามารถนำยอดดังกล่าวไปเคลมเป็นภาษีซื้อได้ อย่างไรก็ดี หากมีการเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติมโดย Freight Forwarder ที่ตั้งอยู่ในไทย จะต้องนำค่าบริการส่วนเพิ่มนั้นมาพิจารณาแยกต่างหากตามหลักเกณฑ์ภาษีในประเทศ
2. การวิเคราะห์ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับ Local Charges
ค่าใช้จ่ายส่วนท้องถิ่น หรือ Local Charges คือค่าธรรมเนียมและการบริการที่เกิดขึ้นภายในอาณาเขตประเทศไทย แม้ว่ากิจกรรมดังกล่าวจะมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศก็ตาม แต่ตามแนววินิจฉัยของกรมสรรพากรระบุไว้อย่างชัดเจนว่า กิจกรรมเหล่านี้ถือเป็นการให้บริการในราชอาณาจักร ด้วยเหตุนี้ ค่าใช้จ่ายในกลุ่ม Local Charges ทั้งหมด เช่น Terminal Handling Charge (THC), Documentation Fee, D/O Fee, Customs Clearance Fee รวมถึง Handling Fee และ Service Charge จึงต้องอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 เสมอ
อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังที่นักบัญชีมักเกิดความสับสนคือ การหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับ Local Charges ซึ่งไม่ได้ใช้อัตราเดียวกันในทุกรายการ โดยสามารถแบ่งเกณฑ์การพิจารณาออกเป็นสองรูปแบบหลักเพื่อความถูกต้องในการปฏิบัติงาน
กรณีแรกคือค่าใช้จ่ายที่มีลักษณะเป็นการให้บริการโดยตรง เช่น ค่าบริการพิธีการศุลกากร (Customs Clearance) ค่าบริการจัดการเอกสาร (Documentation Fee และ Handling Fee) รวมไปถึงค่าบริการทั่วไป (Service Fee) รายการเหล่านี้เข้าลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของหรือการให้บริการตามประมวลรัษฎากร กิจการจึงมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3 ของยอดก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม
กรณีที่สองคือค่าใช้จ่ายที่เป็นการเรียกเก็บเงินคืนตามที่จ่ายจริง (Disbursement) ซึ่ง Freight Forwarder หรือ Shipping เป็นเพียงผู้สำรองจ่ายแทนผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกไปก่อน แล้วนำใบเสร็จรับเงินจากหน่วยงานต้นทางมาเรียกเก็บเงินคืนภายหลัง ตัวอย่างเช่น ค่าภาระท่าเรือ (Port Charge) ค่าซีลตู้สินค้า (Seal) ค่าบริการยกตู้สินค้า (Lift On/Lift Off) หรือค่าฝากคลังสินค้า (Storage) หากเอกสารต้นฉบับระบุชื่อของผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกอย่างถูกต้อง และเป็นการจ่ายตามจริงโดยไม่มีการบวกกำไรเพิ่ม รายการในลักษณะนี้อาจไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย บริษัท บัญชีสยามออนไลน์ จำกัด จึงขอแนะนำให้นักบัญชีทำการตรวจสอบรายละเอียดและเอกสารแนบใน Invoice อย่างถี่ถ้วนทุกครั้งก่อนทำการจ่ายเงิน
3. ภาระภาษีสำหรับการขนส่งภายในประเทศ (Trucking Charge)
ค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายสินค้าภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่งตู้สินค้าจากท่าเรือมายังโรงงาน ค่ารถหัวลาก หรือค่าบริการรถบรรทุกกระจายสินค้า ถือเป็นกิจกรรมการขนส่งภายในราชอาณาจักร ในทางภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น กิจกรรมการขนส่งจะได้รับการยกเว้นภาษีซื้อ-ภาษีขาย อย่างไรก็ตาม หากผู้ให้บริการขนส่งดังกล่าวเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย กิจการผู้รับบริการมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1 ของยอดค่าขนส่งนั้น ข้อตระหนักสำคัญคือนักบัญชีต้องแยกแยะระหว่างค่าขนส่ง (หักร้อยละ 1) และค่าบริการยกของหรือบริการอื่นที่พ่วงมาด้วย (หักร้อยละ 3) ให้ชัดเจนเพื่อป้องกันความผิดพลาดทางภาษี
4. Import VAT ภาระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าที่ห้ามมองข้าม
นอกเหนือจากประเด็นค่าระวางเรือและค่าบริการส่วนท้องถิ่นแล้ว สิ่งสำคัญที่ผู้นำเข้าสินค้าจะต้องคำนึงถึงคือภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้า หรือ Import VAT ซึ่งเป็นภาษีที่ต้องชำระให้แก่กรมศุลกากร ณ ขณะที่สินค้าผ่านพิธีการศุลกากรขาเข้า โดยฐานภาษีในการคำนวณจะประกอบไปด้วยมูลค่าของสินค้าตามราคา CIF (Cost, Insurance, and Freight) รวมกับอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต (ถ้ามี) และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ที่กำหนดตามกฎหมาย ทั้งนี้ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระให้แก่กรมศุลกากรดังกล่าว กิจการสามารถนำใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากร (แบบ กศก.121) มาใช้เป็นหลักฐานในการเครดิตภาษีซื้อประจำเดือนได้ หากกิจการนั้นประกอบธุรกิจประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและมีสิทธิ์ขอเครดิตภาษีตามกฎหมาย
5. แนวทางการบันทึกบัญชีสำหรับธุรกิจนำเข้าสินค้า
ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (TAS 2) ได้ระบุหลักการสำคัญไว้ว่า ต้นทุนของสินค้าคงเหลือจะต้องรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในการจัดหาสินค้าเพื่อให้สินค้านั้นอยู่ในสถานที่และสภาพปัจจุบันพร้อมที่จะขายได้ ด้วยเหตุนี้ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการนำเข้าทั้งหมด อาทิ ค่าระวางขนส่งขาเข้า (Ocean Freight / Air Freight) ค่าประกันภัยขนส่งสินค้า ตลอดจน Local Charges ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจนกว่าสินค้าจะถึงคลังสินค้า จึงต้องนำมาบันทึกรวมเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินค้าคงเหลือตราบใดที่สินค้านั้นยังไม่ได้ถูกจำหน่ายออกไป
เพื่อให้เห็นภาพการปฏิบัติงานจริง สมมติให้กิจการนำเข้าสินค้ามีรายการค่าใช้จ่ายจาก Invoice ประกอบด้วย Ocean Freight จำนวน 50,000 บาท Local Charges ที่เป็นค่าบริการจำนวน 5,000 บาท และมีภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ของค่าบริการจำนวน 350 บาท นักบัญชีสามารถทำการบันทึกบัญชีในสมุดรายวันทั่วไปได้ดังนี้
Dr. ภาษีซื้อ 350 บาท
Cr. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 650 บาท
Cr. เจ้าหนี้การค้า / เงินสด 54,700 บาท
*หมายเหตุ: อัตรา WHT 1% คิดเฉพาะกรณีผู้ให้บริการขนส่งจดทะเบียนในไทย
6. แนวทางการบันทึกบัญชีสำหรับธุรกิจส่งออกสินค้า
ในทางตรงกันข้าม ค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งและการจัดการที่เกิดขึ้นในฝั่งของการส่งออกสินค้า จะมีแนวทางปฏิบัติที่แตกต่างจากการนำเข้า เนื่องจากค่า Freight และ Local Charges ขาออกถือเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหลังจากกระบวนการผลิตหรือการจัดหาดูแลสินค้าเสร็จสิ้นแล้ว จึงมีลักษณะเป็นต้นทุนในการกระจายสินค้าเพื่อส่งมอบให้แก่ลูกค้า รายการเหล่านี้จึงต้องรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในการขาย (Selling Expenses) ในงบกำไรขาดทุนประจำงวดทันที ไม่นำไปรวมเป็นต้นทุนผลิตภัณฑ์
ตัวอย่างสำหรับการบันทึกบัญชีฝั่งส่งออก สมมติให้กิจการมีค่าใช้จ่าย Ocean Freight ขาออกจำนวน 60,000 บาท (ใช้อัตรา VAT 0% ตามกฎหมาย) และมี Local Charges ที่เป็นค่าบริการจำนวน 4,000 บาท พร้อมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ของค่าบริการจำนวน 280 บาท สามารถทำการบันทึกรายการบัญชีได้ดังนี้
Dr. ภาษีซื้อ 280 บาท
Cr. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 720 บาท
Cr. เงินสด / เจ้าหนี้การค้า 63,560 บาท
*หมายเหตุ: หากเป็นสายเรือต่างประเทศ ให้พิจารณาเรื่องอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) แยกย่อยเพิ่มเติม
7. ตารางสรุปภาระภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีหัก ณ ที่จ่าย
เพื่อช่วยให้นักบัญชีและผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบและคัดกรองประเภทรายการได้อย่างรวดเร็ว ทางเราได้จัดทำตารางสรุปเกณฑ์ภาษีมูลค่าเพิ่มและอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับแต่ละธุรกรรมหลักไว้เป็นแนวทางปฏิบัติดังนี้
| รายการ | VAT | WHT |
|---|---|---|
| Export Freight | 0% | 1% (บ.ไทย) |
| Import Freight (ตปท.) | ไม่อยู่ในฐาน | ดูตามสัญชาติ/DTA |
| Local Charges (บริการ) | 7% | 3% |
| Trucking (ในประเทศ) | ยกเว้น | 1% |
| Disbursement (สำรองจ่าย) | ตามใบเสร็จจริง | ยกเว้นไม่ต้องหัก |
8. บทสรุปและคำแนะนำเชิงกลยุทธ์จาก บัญชีสยามออนไลน์
ในการบริหารจัดการเอกสารบัญชีสำหรับธุรกิจ Import-Export การตรวจสอบใบแจ้งหนี้จาก Freight Forwarder ไม่ควรพิจารณาเพียงยอดรวมที่ต้องชำระเงินเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือความสามารถในการจำแนกประเภทและวิเคราะห์องค์ประกอบของค่าใช้จ่ายแต่ละบรรทัดอย่างละเอียดถี่ถ้วน การแยกรายการอย่างถูกต้องจะช่วยให้ธุรกิจคำนวณและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มได้อย่างแม่นยำ หักภาษี ณ ที่จ่ายครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด และปันส่วนต้นทุนสินค้าคงเหลือให้สะท้อนความเป็นจริงตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นเกราะป้องกันชั้นเลิศในการลดความเสี่ยงจากการถูกประเมินเบี้ยปรับและเงินเพิ่มย้อนหลัง
หากธุรกิจของคุณมีการทำธุรกรรมนำเข้าและส่งออกเป็นประจำ และต้องการสร้างความมั่นใจว่าระบบการบันทึกบัญชีรวมถึงโครงสร้างภาษีได้รับการวางรากฐานอย่างถูกต้องตามข้อกำหนดล่าสุด บริษัท บัญชีสยามออนไลน์ จำกัด พร้อมอย่างยิ่งที่จะเป็นพันธมิตรคู่คิดในการให้คำปรึกษาเชิงลึก ออกแบบระบบเอกสาร และควบคุมมาตรฐานงานบัญชีขนส่งระหว่างประเทศให้แก่ท่าน เพื่อให้ธุรกิจของคุณขับเคลื่อนไปข้างหน้าสู่ระดับสากลได้อย่างมั่นคงและปลอดภัยในทุกมิติภาษี
บริการจากสำนักงานบัญชีสยามออนไลน์
สำนักงานบัญชีสยามออนไลน์ พร้อมให้คำแนะนำและบริการวางระบบบัญชีร้านอาหารแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น
- ให้คำปรึกษา ช่วยวิเคราะห์และออกแบบระบบบัญชีที่เหมาะกับร้านของคุณ
- จัดทำบัญชีบันทึกรายรับ-รายจ่าย จัดทำรายงานทางการเงิน และยื่นภาษี
- วางระบบบัญชีให้เข้ากับประเภทธุรกิจด้วยโปรแกรมบัญชี เช่น ธุรกิจซื้อมาขายไป ธุรกิจบริการ ธุรค้าขายออนไลน์ เป็นต้น
- วางแผนภาษีพร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการภาษีให้ถูกต้องและประหยัดที่สุด
- ดูแลครบวงจรให้คุณหมดกังวลเรื่องบัญชีและภาษี เพื่อทุ่มเทให้กับการบริหารร้านอาหารได้อย่างเต็มที่
สำนักงานบัญชีสยามออนไลน์ ยินดีช่วยคุณสร้างรากฐานทางการเงินที่แข็งแกร่งให้กับธุรกิจร้านอาหารของคุณ
บริการจากสำนักงานบัญชีสยามออนไลน์
สำนักงานบัญชีสยามออนไลน์ พร้อมให้คำแนะนำและบริการวางระบบบัญชีร้านอาหารแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น
- ให้คำปรึกษา ช่วยวิเคราะห์และออกแบบระบบบัญชีที่เหมาะกับร้านของคุณ
- จัดทำบัญชีบันทึกรายรับ-รายจ่าย จัดทำรายงานทางการเงิน และยื่นภาษี
- วางระบบบัญชีให้เข้ากับประเภทธุรกิจด้วยโปรแกรมบัญชี เช่น ธุรกิจซื้อมาขายไป ธุรกิจบริการ ธุรค้าขายออนไลน์ เป็นต้น
- วางแผนภาษีพร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการภาษีให้ถูกต้องและประหยัดที่สุด
- ดูแลครบวงจรให้คุณหมดกังวลเรื่องบัญชีและภาษี เพื่อทุ่มเทให้กับการบริหารร้านอาหารได้อย่างเต็มที่
สำนักงานบัญชีสยามออนไลน์ ยินดีช่วยคุณสร้างรากฐานทางการเงินที่แข็งแกร่งให้กับธุรกิจร้านอาหารของคุณ
