รับเงินล่วงหน้างานก่อสร้าง แต่ยังไม่จด VAT ต้องทำอย่างไร? บันทึกบัญชีและเสียภาษีอย่างไรให้ถูกต้อง

รับเงินล่วงหน้างานก่อสร้าง แต่ยังไม่จด VAT ต้องทำอย่างไร? บันทึกบัญชีและเสียภาษีอย่างไรให้ถูกต้อง

รับเงินล่วงหน้างานก่อสร้าง แต่ยังไม่จด VAT ต้องทำอย่างไร? บันทึกบัญชีและเสียภาษีอย่างไรให้ถูกต้อง

ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมักมีเงื่อนไขให้ผู้ว่าจ้างชำระเงินล่วงหน้า หรือ Advance Payment ก่อนเริ่มดำเนินงาน เพื่อให้ผู้รับเหมามีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับจัดซื้อวัสดุ เตรียมแรงงาน เตรียมพื้นที่ หรือบริหารค่าใช้จ่ายในช่วงเริ่มต้นโครงการ อย่างไรก็ตาม การได้รับเงินเข้าบัญชีไม่ได้หมายความว่าเงินทั้งหมดจะต้องถูกบันทึกเป็นรายได้ทันที เพราะการพิจารณาทางบัญชีและการพิจารณาทางภาษีมีหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกัน

ประเด็นที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญคือ เงินก้อนเดียวกันอาจยังไม่เป็นรายได้ทางบัญชี แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับมีผลต่อการพิจารณาฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมถึงภาษีหัก ณ ที่จ่าย และอาจทำให้กิจการเข้าสู่ระบบ VAT เร็วกว่าที่คาด หากไม่มีระบบติดตามรายรับและสถานะโครงการที่ชัดเจน อาจเกิดความคลาดเคลื่อนทั้งด้านการรับรู้รายได้ การจดทะเบียน VAT และการปิดบัญชีสิ้นปี

บริษัท บัญชีสยามออนไลน์ จำกัด มองว่า ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างไม่ควรบริหารบัญชีโดยดูเฉพาะยอดเงินเข้าและออกจากธนาคาร แต่ควรวางระบบให้สามารถแยก Advance Payment, Progress Billing, Retention, VAT, ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และต้นทุนของแต่ละโครงการออกจากกันอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มทำสัญญา

ตัวอย่างกรณีศึกษา บริษัทรับเหมาก่อสร้างรับเงินล่วงหน้า 2 ล้านบาท

สมมติบริษัทแห่งหนึ่งจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และในวันที่เริ่มกิจการยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่อมาในวันที่ 5 เมษายน 2569 บริษัทได้ทำสัญญารับเหมาก่อสร้างและได้รับเงินล่วงหน้างวดแรกจำนวน 1,000,000 บาท ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มดำเนินงานก่อสร้าง

ต่อมาในวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 บริษัทได้รับเงินล่วงหน้าเพิ่มเติมอีก 1,000,000 บาท ทำให้ได้รับเงินจากสัญญาก่อสร้างสะสมรวม 2,000,000 บาท กรณีนี้จึงเกี่ยวข้องพร้อมกันหลายเรื่อง ได้แก่ การบันทึกบัญชี เงินรับล่วงหน้า ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เกณฑ์จด VAT การรับรู้รายได้งานก่อสร้าง และการปิดบัญชีของโครงการ

1. รับเงินล่วงหน้า 1 ล้านบาท แต่ยังไม่ได้เริ่มงาน บันทึกบัญชีอย่างไร

หากบริษัทยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง หรือยังไม่มีผลงานตามสัญญาเกิดขึ้น การได้รับเงินจากผู้ว่าจ้างเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะต้องบันทึกเป็นรายได้ค่าก่อสร้างทันที เพราะในทางบัญชีบริษัทยังมีภาระที่จะต้องดำเนินงานก่อสร้างให้แก่ผู้ว่าจ้างในอนาคต เงินดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเงินรับล่วงหน้าจากผู้ว่าจ้าง หรือหนี้สินที่เกี่ยวข้องกับสัญญา

หากเงิน Advance ตามสัญญาเท่ากับ 1,000,000 บาท และผู้ว่าจ้างเป็นบริษัทที่หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% บริษัทผู้รับเหมาจะได้รับเงินสุทธิเข้าบัญชี 970,000 บาท และมีภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่ายจำนวน 30,000 บาท

รายการบัญชีเดบิตเครดิต
เงินฝากธนาคาร970,000 
ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย30,000 
เงินรับล่วงหน้าจากผู้ว่าจ้าง 1,000,000

ดังนั้น ณ วันที่ได้รับเงิน บริษัทมีเงินรับล่วงหน้าจากผู้ว่าจ้างจำนวน 1,000,000 บาท แต่ยังไม่มีเหตุที่จะรับรู้เป็นรายได้ค่าก่อสร้างเต็มจำนวน หากยังไม่มีผลงานก่อสร้างเกิดขึ้น หลักสำคัญจึงอยู่ที่การแยกให้ชัดเจนระหว่าง “เงินที่ได้รับแล้ว” กับ “รายได้ที่เกิดขึ้นจากผลงาน”

2. เงิน Advance งานก่อสร้างต้องหัก ณ ที่จ่าย 3% หรือไม่

หากผู้ว่าจ้างเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล และจ่ายเงินล่วงหน้าตามสัญญารับเหมาก่อสร้าง เงิน Advance ดังกล่าวมีหลักให้ผู้ว่าจ้างหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% ของจำนวนเงินที่จ่าย

ตัวอย่าง เงินล่วงหน้า 1,000,000 บาท คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% เท่ากับ 30,000 บาท ผู้รับเหมาจึงได้รับเงินสดหรือเงินฝากธนาคารสุทธิ 970,000 บาท ส่วน 30,000 บาทที่ถูกหักไว้ไม่ถือเป็นค่าใช้จ่าย แต่เป็นสินทรัพย์ประเภทภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นเครดิตภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

3. ยังไม่จด VAT รับ Advance 1 ล้านบาทแรกได้หรือไม่

ในกรณีตัวอย่าง วันที่ 5 เมษายน 2569 บริษัทมีรายรับจากกิจการจำนวน 1,000,000 บาท ซึ่งยังไม่เกินเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้รับเหมาต้องระวังคือ แม้ทางบัญชีเงินจำนวนนี้จะยังถูกบันทึกเป็นเงินรับล่วงหน้า แต่ในด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม เงิน Advance ที่ได้รับจากการให้บริการรับเหมาก่อสร้างมีผลต่อการพิจารณาฐานภาษีและยอดรายรับสะสม

ดังนั้น ผู้ประกอบการไม่ควรใช้ยอดรายได้ทางบัญชีเพียงอย่างเดียวเพื่อตรวจว่าเข้าเกณฑ์ VAT แล้วหรือไม่ แต่ต้องติดตามยอดเงินที่ได้รับจากกิจการและข้อเท็จจริงของรายการควบคู่กันไปด้วย

มุมมองจากบริษัท บัญชีสยามออนไลน์ จำกัด ผู้รับเหมาที่มีมูลค่าสัญญาสูงควรจัดทำตารางติดตามรายรับสะสมตั้งแต่เริ่มโครงการ ไม่ควรรอให้ยอดเงินเข้าบัญชีใกล้หรือเกิน 1.8 ล้านบาทแล้วจึงเริ่มตรวจสอบ เพราะอาจทำให้มีเวลาจัดเตรียมระบบ VAT และเอกสารไม่เพียงพอ

4. รับเงินงวดที่สองอีก 1 ล้านบาท ทำให้รายรับเกิน 1.8 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 บริษัทได้รับเงินล่วงหน้าอีก 1,000,000 บาท ยอดรายรับสะสมจากสัญญาจึงเพิ่มเป็น 2,000,000 บาท ทำให้ข้อเท็จจริงในกรณีศึกษานี้เข้าสู่ช่วงที่รายรับเกินเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท

รายการจำนวนเงิน
เงินล่วงหน้างวดแรก1,000,000 บาท
เงินล่วงหน้างวดที่สอง1,000,000 บาท
รายรับสะสม2,000,000 บาท
เกณฑ์ VAT1,800,000 บาท
ส่วนที่เกินเกณฑ์200,000 บาท

สำหรับกรณีตัวอย่าง หากเงินที่ได้รับถือเป็นราคาก่อน VAT และส่วนที่อยู่ในฐานภาษีเท่ากับ 200,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มอัตรา 7% จะเท่ากับ 14,000 บาท อย่างไรก็ตาม ก่อนเรียกเก็บภาษีจากผู้ว่าจ้างต้องตรวจสอบข้อความในสัญญาด้วยว่าราคาที่ตกลงกันเป็นราคาก่อน VAT หรือเป็นราคาที่รวม VAT และภาษีอื่นไว้แล้ว เพราะผลทางการคำนวณและจำนวนเงินที่เรียกเก็บเพิ่มเติมอาจแตกต่างกัน

5. เงินล่วงหน้างวดที่ 2 ยังต้องบันทึกเป็นรายได้เลยหรือไม่

แม้บริษัทจะได้รับเงินเข้าบัญชีสะสมรวม 2,000,000 บาทแล้ว แต่หากยังไม่มีผลงานก่อสร้างเกิดขึ้น เงินดังกล่าวไม่ได้ทำให้ต้องรับรู้เป็นรายได้ค่าก่อสร้าง 2,000,000 บาทโดยอัตโนมัติ เงินล่วงหน้างวดที่สองจึงยังบันทึกในลักษณะเดียวกับงวดแรก

รายการบัญชีเดบิตเครดิต
เงินฝากธนาคาร970,000 
ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย30,000 
เงินรับล่วงหน้าจากผู้ว่าจ้าง 1,000,000

หลังรับเงินสองงวด บริษัทจึงมีเงินรับล่วงหน้าสะสม 2,000,000 บาท และหากถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ทั้งสองครั้ง จะมีภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่ายสะสมจำนวน 60,000 บาท

6. แล้วรายได้ค่าก่อสร้างควรรับรู้เมื่อใด

จุดสำคัญของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างคือการแยก “เงินที่ลูกค้าจ่ายแล้ว” ออกจาก “รายได้ค่าก่อสร้างที่เกิดขึ้นตามผลงาน” การรับรู้รายได้จึงไม่ควรพิจารณาจากยอดเงินเข้าธนาคารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาความก้าวหน้าหรือสัดส่วนของงานที่ทำเสร็จตามหลักการบัญชีที่เกี่ยวข้อง

ตัวอย่าง หากมูลค่าสัญญาก่อสร้างทั้งโครงการเท่ากับ 10,000,000 บาท และเมื่อถึงวันสิ้นรอบบัญชีมีงานก่อสร้างที่ทำเสร็จแล้ว 40% รายได้สะสมที่ควรนำมาพิจารณาตามสัดส่วนงานจะอยู่ที่ประมาณ 4,000,000 บาท ไม่ใช่พิจารณาเพียงว่าลูกค้าได้ชำระเงินมาแล้ว 2,000,000 บาทหรือจำนวนอื่นเท่าใด

แนวคิดนี้มีความสำคัญมากต่อการจัดทำงบการเงิน เพราะหากบันทึกรายได้ตามยอดเงินรับเพียงอย่างเดียว อาจทำให้รายได้ กำไร ต้นทุน และภาระภาษีของแต่ละรอบบัญชีผิดงวด

7. ซื้อวัสดุก่อสร้างก่อนและหลังจด VAT ต่างกันอย่างไร

หากบริษัทซื้อวัสดุก่อสร้างก่อนวันที่สถานะการจดทะเบียน VAT มีผล แม้ผู้ขายจะออกใบกำกับภาษีและมีภาษีมูลค่าเพิ่มรวมอยู่ในราคาซื้อ บริษัทต้องพิจารณาสิทธิในการนำภาษีซื้อนั้นมาเครดิตอย่างระมัดระวัง หากเป็นภาษีซื้อที่ไม่สามารถขอเครดิตได้ จำนวนภาษีดังกล่าวอาจต้องรวมเป็นต้นทุนของวัสดุหรือต้นทุนที่เกี่ยวข้อง

ในทางกลับกัน หากเป็นการซื้อหลังจากกิจการมีสถานะเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT แล้ว และได้รับใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง ภาษีซื้อที่มีสิทธิจึงสามารถแยกบันทึกเพื่อนำไปหักกับภาษีขายได้ตามหลักเกณฑ์

คำแนะนำจากบริษัท บัญชีสยามออนไลน์ จำกัด หากผู้รับเหมามีรายรับกำลังเข้าใกล้เกณฑ์ VAT ควรวางแผนทั้งเรื่องวันที่จดทะเบียน การจัดซื้อวัสดุ และเอกสารภาษีซื้อให้สัมพันธ์กัน เพราะการจด VAT ช้าอาจทำให้เสียโอกาสด้านเครดิตภาษีซื้อและเพิ่มต้นทุนโครงการโดยไม่จำเป็น

8. เมื่อเบิกค่างวด ต้องหัก Advance อย่างไร

สัญญาก่อสร้างจำนวนมากกำหนดให้ผู้ว่าจ้างชำระ Advance ก่อนเริ่มงาน และเมื่อผู้รับเหมามีผลงานถึงงวดที่กำหนด ผู้ว่าจ้างจะทยอยหักคืนเงิน Advance จากค่างวดแต่ละงวด การติดตามรายการดังกล่าวจึงต้องทำอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้เงินก้อนเดียวกันถูกนำไปคำนวณ VAT หรือภาษีหัก ณ ที่จ่ายซ้ำ

รายละเอียดจำนวนเงิน
มูลค่างานงวด3,000,000 บาท
หักคืน Advance600,000 บาท
ยอดคงเหลือหลังหัก Advance2,400,000 บาท

กิจการจึงควรจัดทำตาราง Advance Recovery แยกตามแต่ละโครงการและแต่ละงวด โดยเชื่อมโยงกับใบแจ้งหนี้ การรับชำระเงิน ใบกำกับภาษี และหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย เพื่อให้ยอดคงเหลือของเงินรับล่วงหน้าตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดเวลา

9. Retention หรือเงินประกันผลงานต้องระวังอย่างไร

ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมักมีเงื่อนไขให้ผู้ว่าจ้างหักเงินประกันผลงาน หรือ Retention เช่น 5% ของค่างวด และเก็บเงินส่วนดังกล่าวไว้จนกว่าจะพ้นระยะเวลารับประกันผลงาน เงิน Retention แตกต่างจาก Advance เพราะ Advance เป็นเงินที่ผู้รับเหมาได้รับก่อนดำเนินงาน ขณะที่ Retention เป็นเงินที่ผู้ว่าจ้างยังไม่ได้จ่ายให้แก่ผู้รับเหมาในขณะนั้น

ในด้านบัญชี Retention ไม่ควรถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย แต่ควรติดตามเป็นลูกหนี้เงินประกันผลงานตามสิทธิที่กิจการจะได้รับคืนในอนาคต ส่วนประเด็น VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่ายต้องพิจารณาตามจังหวะการรับชำระเงินและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้เกิดการคำนวณภาษีคลาดเคลื่อน

10. สัญญารับเหมาก่อสร้างต้องเสียอากรแสตมป์ด้วย

นอกจาก VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่ายแล้ว ผู้รับเหมาควรตรวจสอบภาระอากรแสตมป์ตั้งแต่วันที่ทำสัญญา เพราะสัญญารับเหมาก่อสร้างเข้าลักษณะสัญญาจ้างทำของตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ โดยอัตราที่ใช้คือ 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท และผู้รับจ้างเป็นผู้มีหน้าที่เสียอากร

สำหรับตราสารจ้างทำของที่มีสินจ้างตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป มีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์ ผู้รับเหมาจึงไม่ควรรอให้ถึงวันปิดบัญชีจึงตรวจสอบเรื่องอากร แต่ควรดำเนินการควบคู่กับการจัดทำและลงนามในสัญญา

11. ปิดบัญชีสิ้นปี ผู้รับเหมาต้องมีข้อมูลอะไร

การปิดบัญชีธุรกิจรับเหมาก่อสร้างไม่ควรพิจารณาเพียงยอดเงินเข้าและออกจากธนาคาร เนื่องจากเงินที่ได้รับบางส่วนอาจเป็น Advance ขณะที่ต้นทุนบางส่วนอาจเป็นวัสดุที่ยังไม่ได้ใช้ในงาน หรือเป็นต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับงานในอนาคต

ณ วันสิ้นรอบบัญชี บริษัทควรมีข้อมูลมูลค่าสัญญาของแต่ละโครงการ เปอร์เซ็นต์งานที่ทำเสร็จ ต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง ประมาณการต้นทุนที่ต้องใช้จนจบโครงการ ยอด Advance คงเหลือ ยอด Retention รวมถึงค่างานที่รับรู้แล้วแต่ยังไม่ได้เรียกเก็บ เพื่อใช้ประกอบการคำนวณรายได้ ต้นทุน กำไร และรายการบัญชีคงค้างให้ถูกต้อง

บริษัท บัญชีสยามออนไลน์ จำกัด แนะนำให้ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างใช้ระบบ Project Accounting หรือ Job Costing แยกข้อมูลเป็นรายโครงการตั้งแต่ต้น เพราะเมื่อถึงวันปิดบัญชี ผู้บริหารจะสามารถตรวจสอบกำไรขาดทุนของแต่ละโครงการได้อย่างถูกต้อง และลดปัญหาการค้นหาเอกสารย้อนหลังในช่วงปลายปี

เงินเข้าบัญชีแล้ว ไม่ได้แปลว่าเป็นรายได้ทั้งหมด

จากกรณีบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ได้รับ Advance 1,000,000 บาทในเดือนเมษายน และอีก 1,000,000 บาทในเดือนกรกฎาคม จะเห็นได้ว่าเงินก้อนเดียวกันสามารถมีสถานะที่แตกต่างกันในแต่ละด้าน ทางบัญชีอาจยังเป็นเงินรับล่วงหน้า หากยังไม่มีผลงานตามสัญญาเกิดขึ้น แต่ในด้านภาษีหัก ณ ที่จ่าย ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลอาจต้องหักภาษี 3% ตั้งแต่วันที่ชำระ Advance

ในด้าน VAT เงิน Advance มีผลต่อการติดตามยอดรายรับสะสมและเกณฑ์การเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ขณะที่ภาษีเงินได้นิติบุคคลของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างต้องพิจารณารายได้และรายจ่ายตามผลงานที่เกิดขึ้น ไม่ใช่นำยอดเงินเข้าธนาคารมาถือเป็นรายได้ทั้งหมดโดยอัตโนมัติ

ดังนั้น กิจการควรแยกและติดตาม Advance, Progress Billing, Advance Recovery, Retention, VAT, WHT ตลอดจนต้นทุนวัสดุ ค่าแรง ผู้รับเหมาช่วง และค่าใช้จ่ายของแต่ละโครงการให้สัมพันธ์กัน ระบบดังกล่าวไม่เพียงช่วยเรื่องการยื่นภาษี แต่ยังช่วยให้เจ้าของกิจการมองเห็นสถานะกำไรและกระแสเงินสดที่แท้จริงของโครงการ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเงินล่วงหน้ารับเหมาก่อสร้าง

รับเงินล่วงหน้าค่าก่อสร้าง แต่ยังไม่ได้เริ่มงาน ต้องลงเป็นรายได้หรือไม่

โดยหลักไม่ควรถือว่าการรับเงินเพียงอย่างเดียวทำให้ต้องบันทึกรายได้ค่าก่อสร้างทั้งหมดทันที หากยังไม่มีผลงานตามสัญญาเกิดขึ้น เงินดังกล่าวอาจต้องบันทึกเป็นเงินรับล่วงหน้าจากผู้ว่าจ้าง และทยอยรับรู้รายได้ตามหลักการของสัญญาก่อสร้างและผลงานที่เกิดขึ้น

Advance งานก่อสร้างถูกหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่

หากผู้ว่าจ้างเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล การจ่ายเงิน Advance ตามสัญญารับเหมาก่อสร้างมีหลักให้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% โดยจำนวนที่ถูกหักไว้ถือเป็นเครดิตภาษีของผู้รับเหมา ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายของกิจการ

รับเงินเกิน 1.8 ล้านบาทแล้วต้องจด VAT หรือไม่

หากรายรับจากกิจการที่อยู่ในบังคับ VAT เกินเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท จะเกิดหน้าที่เกี่ยวกับการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย ผู้รับเหมาจึงควรติดตามยอดรายรับสะสมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มรับเงิน ไม่ควรรอจนถึงสิ้นปีจึงตรวจสอบ

เงินมัดจำกับเงิน Advance เหมือนกันหรือไม่

ต้องพิจารณาจากสาระของสัญญาและข้อเท็จจริง ไม่ควรพิจารณาจากชื่อเรียกเพียงอย่างเดียว หากเงินที่เรียกว่า “มัดจำ” สามารถนำไปหักจากค่าก่อสร้างในอนาคต เงินดังกล่าวอาจมีลักษณะเป็นค่าบริการรับล่วงหน้าหรือ Advance และต้องพิจารณาผลทางบัญชีและภาษีตามลักษณะที่แท้จริง

รายได้งานก่อสร้างดูจากยอดเบิกค่างวดได้หรือไม่

ไม่ควรใช้ยอดเบิกค่างวดหรือยอดเงินรับเป็นเกณฑ์เพียงอย่างเดียว เนื่องจากจำนวนเงินที่เรียกเก็บและจำนวนเงินที่ได้รับอาจไม่สอดคล้องกับผลงานที่เกิดขึ้นจริง กิจการจึงต้องพิจารณารายได้และต้นทุนตามความก้าวหน้าของงานประกอบด้วย

สรุป

ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมีความซับซ้อนมากกว่าธุรกิจทั่วไป เพราะวันที่รับเงิน วันที่ออกใบแจ้งหนี้ วันที่เกิดภาษีมูลค่าเพิ่ม วันที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย และวันที่รับรู้รายได้ทางบัญชีอาจไม่ใช่วันเดียวกัน หากไม่มีระบบติดตามที่ดี อาจเกิดปัญหารับรู้รายได้ผิดงวด จด VAT ล่าช้า ใช้เครดิตภาษีซื้อไม่ถูกต้อง ถูกหักภาษีซ้ำ หรือคำนวณกำไรของแต่ละโครงการคลาดเคลื่อน

บริษัท บัญชีสยามออนไลน์ จำกัด ให้บริการด้านบัญชี ภาษี และการวางระบบบัญชีสำหรับธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง โดยช่วยจัดระบบตั้งแต่ Advance Payment, Progress Billing, Advance Recovery, Retention, VAT, ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ไปจนถึง Project Accounting และ Job Costing เพื่อให้ข้อมูลของแต่ละโครงการสามารถตรวจสอบได้ และรองรับการปิดบัญชีรวมถึงการยื่นภาษีได้อย่างเป็นระบบ

การวางระบบตั้งแต่ก่อนเริ่มรับ Advance จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะโครงการที่มีมูลค่าสูงหรือกิจการที่มีรายรับกำลังเข้าใกล้เกณฑ์ VAT เพราะการแก้ไขระบบตั้งแต่ต้นย่อมง่ายกว่าการย้อนกลับมาแก้รายการบัญชีและภาษีหลังจากโครงการดำเนินไปแล้วหลายงวด

หมายเหตุ บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป การพิจารณาทางบัญชีและภาษีควรตรวจสอบเงื่อนไขของสัญญา ลักษณะเงินที่ได้รับ สถานะของผู้ว่าจ้าง วันที่จดทะเบียน VAT และข้อเท็จจริงของแต่ละกิจการประกอบก่อนดำเนินการ

เอกสารอ้างอิง

  1. คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.73/2541 เรื่องการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเงินจ่ายล่วงหน้า เงินประกัน เงินมัดจำหรือเงินจอง
  2. คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.1/2528 ข้อ 3.6 เรื่องการคำนวณรายได้และรายจ่ายของกิจการก่อสร้างตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ
  3. หนังสือกรมสรรพากร กค 0811/4503 เรื่องภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายและ VAT กรณีหักคืนเงินรับล่วงหน้า
  4. หนังสือกรมสรรพากร กค 0702/พ./400 เรื่องการจดทะเบียน VAT และฐานภาษีกรณีผู้รับเหมาก่อสร้างมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาท
  5. บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร 4 จ้างทำของ กรมสรรพากร
  6. มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ TFRS for NPAEs ปรับปรุง 2565 สภาวิชาชีพบัญชี

รับเงินล่วงหน้างานก่อสร้าง แต่ยังไม่จด VAT ต้องทำอย่างไร? บันทึกบัญชีและเสียภาษีอย่างไรให้ถูกต้อง

ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมักมีเงื่อนไขให้ผู้ว่าจ้างชำระเงินล่วงหน้า หรือ Advance Payment ก่อนเริ่มดำเนินงาน เพื่อให้ผู้รับเหมามีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับจัดซื้อวัสดุ เตรียมแรงงาน เตรียมพื้นที่ หรือบริหารค่าใช้จ่ายในช่วงเริ่มต้นโครงการ อย่างไรก็ตาม การได้รับเงินเข้าบัญชีไม่ได้หมายความว่าเงินทั้งหมดจะต้องถูกบันทึกเป็นรายได้ทันที เพราะการพิจารณาทางบัญชีและการพิจารณาทางภาษีมีหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกัน

ประเด็นที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญคือ เงินก้อนเดียวกันอาจยังไม่เป็นรายได้ทางบัญชี แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับมีผลต่อการพิจารณาฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมถึงภาษีหัก ณ ที่จ่าย และอาจทำให้กิจการเข้าสู่ระบบ VAT เร็วกว่าที่คาด หากไม่มีระบบติดตามรายรับและสถานะโครงการที่ชัดเจน อาจเกิดความคลาดเคลื่อนทั้งด้านการรับรู้รายได้ การจดทะเบียน VAT และการปิดบัญชีสิ้นปี

บริษัท บัญชีสยามออนไลน์ จำกัด มองว่า ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างไม่ควรบริหารบัญชีโดยดูเฉพาะยอดเงินเข้าและออกจากธนาคาร แต่ควรวางระบบให้สามารถแยก Advance Payment, Progress Billing, Retention, VAT, ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และต้นทุนของแต่ละโครงการออกจากกันอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มทำสัญญา

ตัวอย่างกรณีศึกษา บริษัทรับเหมาก่อสร้างรับเงินล่วงหน้า 2 ล้านบาท

สมมติบริษัทแห่งหนึ่งจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และในวันที่เริ่มกิจการยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่อมาในวันที่ 5 เมษายน 2569 บริษัทได้ทำสัญญารับเหมาก่อสร้างและได้รับเงินล่วงหน้างวดแรกจำนวน 1,000,000 บาท ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มดำเนินงานก่อสร้าง

ต่อมาในวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 บริษัทได้รับเงินล่วงหน้าเพิ่มเติมอีก 1,000,000 บาท ทำให้ได้รับเงินจากสัญญาก่อสร้างสะสมรวม 2,000,000 บาท กรณีนี้จึงเกี่ยวข้องพร้อมกันหลายเรื่อง ได้แก่ การบันทึกบัญชี เงินรับล่วงหน้า ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เกณฑ์จด VAT การรับรู้รายได้งานก่อสร้าง และการปิดบัญชีของโครงการ

1. รับเงินล่วงหน้า 1 ล้านบาท แต่ยังไม่ได้เริ่มงาน บันทึกบัญชีอย่างไร

หากบริษัทยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง หรือยังไม่มีผลงานตามสัญญาเกิดขึ้น การได้รับเงินจากผู้ว่าจ้างเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะต้องบันทึกเป็นรายได้ค่าก่อสร้างทันที เพราะในทางบัญชีบริษัทยังมีภาระที่จะต้องดำเนินงานก่อสร้างให้แก่ผู้ว่าจ้างในอนาคต เงินดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเงินรับล่วงหน้าจากผู้ว่าจ้าง หรือหนี้สินที่เกี่ยวข้องกับสัญญา

หากเงิน Advance ตามสัญญาเท่ากับ 1,000,000 บาท และผู้ว่าจ้างเป็นบริษัทที่หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% บริษัทผู้รับเหมาจะได้รับเงินสุทธิเข้าบัญชี 970,000 บาท และมีภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่ายจำนวน 30,000 บาท

รายการบัญชี เดบิต เครดิต
เงินฝากธนาคาร 970,000
ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย 30,000
เงินรับล่วงหน้าจากผู้ว่าจ้าง 1,000,000

ดังนั้น ณ วันที่ได้รับเงิน บริษัทมีเงินรับล่วงหน้าจากผู้ว่าจ้างจำนวน 1,000,000 บาท แต่ยังไม่มีเหตุที่จะรับรู้เป็นรายได้ค่าก่อสร้างเต็มจำนวน หากยังไม่มีผลงานก่อสร้างเกิดขึ้น หลักสำคัญจึงอยู่ที่การแยกให้ชัดเจนระหว่าง “เงินที่ได้รับแล้ว” กับ “รายได้ที่เกิดขึ้นจากผลงาน”

2. เงิน Advance งานก่อสร้างต้องหัก ณ ที่จ่าย 3% หรือไม่

หากผู้ว่าจ้างเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล และจ่ายเงินล่วงหน้าตามสัญญารับเหมาก่อสร้าง เงิน Advance ดังกล่าวมีหลักให้ผู้ว่าจ้างหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% ของจำนวนเงินที่จ่าย

ตัวอย่าง เงินล่วงหน้า 1,000,000 บาท คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% เท่ากับ 30,000 บาท ผู้รับเหมาจึงได้รับเงินสุทธิ 970,000 บาท ส่วน 30,000 บาทที่ถูกหักไว้ถือเป็นเครดิตภาษีของบริษัท ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายของกิจการ

3. ยังไม่จด VAT รับ Advance 1 ล้านบาทแรกได้หรือไม่

ในกรณีตัวอย่าง วันที่ 5 เมษายน 2569 บริษัทมีรายรับจำนวน 1,000,000 บาท ซึ่งยังไม่เกินเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม แม้เงินจำนวนนี้จะยังเป็นเงินรับล่วงหน้าในทางบัญชี แต่ในด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้รับเหมาต้องนำยอดที่เกี่ยวข้องมาติดตามในการพิจารณารายรับสะสมและฐานภาษี

มุมมองจากบริษัท บัญชีสยามออนไลน์ จำกัด ผู้รับเหมาที่มีมูลค่าสัญญาสูงควรติดตามยอดรายรับสะสมตั้งแต่เริ่มโครงการ ไม่ควรรอให้ยอดเงินเข้าใกล้เกณฑ์ VAT แล้วจึงเริ่มวางระบบ

4. รับเงินงวดที่สองอีก 1 ล้านบาท ทำให้รายรับเกิน 1.8 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 บริษัทได้รับเงินล่วงหน้าอีก 1,000,000 บาท ทำให้ยอดรายรับสะสมเป็น 2,000,000 บาท จึงเกินเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทตามข้อเท็จจริงในกรณีศึกษา

รายการ จำนวนเงิน
เงินล่วงหน้างวดแรก1,000,000 บาท
เงินล่วงหน้างวดที่สอง1,000,000 บาท
รายรับสะสม2,000,000 บาท
เกณฑ์ VAT1,800,000 บาท
ส่วนที่เกิน200,000 บาท

หากจำนวนเงินส่วนที่เกิน 200,000 บาทเป็นราคาก่อน VAT ภาษีมูลค่าเพิ่มอัตรา 7% จะเท่ากับ 14,000 บาท อย่างไรก็ตาม ต้องตรวจสอบเงื่อนไขในสัญญาว่าราคาที่ตกลงเป็นราคาก่อน VAT หรือรวม VAT แล้วก่อนเรียกเก็บจากผู้ว่าจ้าง

5. เงินล่วงหน้างวดที่ 2 ยังต้องบันทึกเป็นรายได้เลยหรือไม่

แม้บริษัทจะได้รับเงินเข้าบัญชีรวม 2,000,000 บาท แต่หากยังไม่มีผลงานก่อสร้างเกิดขึ้น เงินดังกล่าวไม่ได้ทำให้ต้องรับรู้เป็นรายได้ทั้งหมดโดยอัตโนมัติ เงินล่วงหน้างวดที่สองจึงยังบันทึกเป็นเงินรับล่วงหน้าจากผู้ว่าจ้างเช่นเดียวกับงวดแรก

รายการบัญชี เดบิต เครดิต
เงินฝากธนาคาร970,000
ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย30,000
เงินรับล่วงหน้าจากผู้ว่าจ้าง1,000,000

6. แล้วรายได้ค่าก่อสร้างควรรับรู้เมื่อใด

ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างต้องแยกเงินที่ลูกค้าจ่ายมาแล้วออกจากรายได้ที่เกิดขึ้นตามผลงาน การรับรู้รายได้จึงควรพิจารณาความก้าวหน้าของงาน ไม่ใช่พิจารณาจากยอดเงินเข้าบัญชีเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่าง หากมูลค่าสัญญาทั้งโครงการเท่ากับ 10,000,000 บาท และงานเสร็จแล้ว 40% รายได้สะสมที่ควรพิจารณาตามสัดส่วนงานจะอยู่ที่ประมาณ 4,000,000 บาท แม้ลูกค้าจะชำระเงินมาแล้วเพียง 2,000,000 บาทก็ตาม

7. ซื้อวัสดุก่อสร้างก่อนและหลังจด VAT ต่างกันอย่างไร

วัสดุที่ซื้อก่อนวันที่สถานะการจด VAT มีผล ต้องพิจารณาสิทธิในการใช้ภาษีซื้ออย่างระมัดระวัง หากภาษีซื้อไม่สามารถนำมาเครดิตได้ จำนวนดังกล่าวอาจต้องรวมอยู่ในต้นทุนของวัสดุหรือต้นทุนที่เกี่ยวข้อง

สำหรับการซื้อภายหลังจากเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT แล้ว หากมีใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง ภาษีซื้อที่มีสิทธิสามารถแยกบันทึกเพื่อนำไปหักกับภาษีขายได้

8. เมื่อเบิกค่างวด ต้องหัก Advance อย่างไร

เมื่อมีผลงานและเริ่มเบิกค่างวด ผู้ว่าจ้างอาจทยอยหักคืน Advance จากค่างวด กิจการจึงควรจัดทำตาราง Advance Recovery เพื่อควบคุมยอดที่เคยรับไว้และยอดที่ถูกหักคืนในแต่ละงวด

รายละเอียด จำนวนเงิน
มูลค่างานงวด3,000,000 บาท
หักคืน Advance600,000 บาท
ยอดคงเหลือหลังหัก Advance2,400,000 บาท

9. Retention หรือเงินประกันผลงานต้องระวังอย่างไร

Retention คือเงินที่ผู้ว่าจ้างหักจากค่างวดไว้เป็นประกันผลงานและจะจ่ายคืนภายหลังเมื่อครบเงื่อนไข แตกต่างจาก Advance ซึ่งเป็นเงินที่ผู้รับเหมาได้รับมาก่อนเริ่มหรือระหว่างดำเนินงาน

ทางบัญชีควรติดตาม Retention เป็นลูกหนี้เงินประกันผลงานตามสิทธิที่จะได้รับคืน ไม่ควรบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย และควรแยกทะเบียนติดตามออกจากลูกหนี้ค่างวดทั่วไปเพื่อให้สามารถตรวจสอบยอดคงเหลือได้

10. สัญญารับเหมาก่อสร้างต้องเสียอากรแสตมป์ด้วย

สัญญารับเหมาก่อสร้างเข้าลักษณะสัญญาจ้างทำของตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ โดยมีอัตรา 1 บาทต่อสินจ้างทุก 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท ผู้รับเหมาจึงควรตรวจสอบและดำเนินการเรื่องอากรควบคู่ไปกับการทำสัญญา

11. ปิดบัญชีสิ้นปี ผู้รับเหมาต้องมีข้อมูลอะไร

ณ วันสิ้นรอบบัญชี กิจการควรทราบมูลค่าสัญญา เปอร์เซ็นต์งานที่ทำเสร็จ ต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง ประมาณการต้นทุนจนจบโครงการ Advance คงเหลือ Retention และค่างานที่รับรู้แล้วแต่ยังไม่ได้เรียกเก็บ เพื่อให้การรับรู้รายได้และต้นทุนถูกต้อง

บริษัท บัญชีสยามออนไลน์ จำกัด แนะนำให้ใช้ Project Accounting หรือ Job Costing แยกเป็นรายโครงการตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้ตรวจสอบรายได้ ต้นทุน กำไร และภาษีของแต่ละโครงการได้อย่างเป็นระบบ

เงินเข้าบัญชีแล้ว ไม่ได้แปลว่าเป็นรายได้ทั้งหมด

เงิน Advance อาจยังเป็นหนี้สินในทางบัญชี หากยังไม่มีผลงานตามสัญญา แต่ในด้านภาษีหัก ณ ที่จ่ายและ VAT อาจมีผลตั้งแต่วันที่ได้รับเงิน ดังนั้นผู้ประกอบการต้องแยกมิติทางบัญชีและภาษีออกจากกันให้ชัดเจน

การวางระบบติดตาม Advance, Progress Billing, Advance Recovery, Retention, VAT, WHT และต้นทุนแยกรายโครงการ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการรับรู้รายได้ผิดงวดและทำให้เจ้าของกิจการเห็นผลประกอบการของแต่ละโครงการได้แม่นยำขึ้น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเงินล่วงหน้ารับเหมาก่อสร้าง

รับเงินล่วงหน้าค่าก่อสร้าง แต่ยังไม่ได้เริ่มงาน ต้องลงเป็นรายได้หรือไม่

หากยังไม่มีผลงานตามสัญญา การได้รับเงินเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ต้องบันทึกรายได้ค่าก่อสร้างทั้งหมดทันที เงินดังกล่าวอาจต้องบันทึกเป็นเงินรับล่วงหน้าจากผู้ว่าจ้าง

Advance งานก่อสร้างถูกหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่

หากผู้ว่าจ้างเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล การจ่าย Advance ตามสัญญารับเหมาก่อสร้างมีหลักให้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 3%

รับเงินเกิน 1.8 ล้านบาทแล้วต้องจด VAT หรือไม่

หากรายรับจากกิจการที่อยู่ในบังคับ VAT เกินเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท จะเกิดหน้าที่เกี่ยวกับการจดทะเบียน VAT ตามกฎหมาย จึงควรติดตามยอดรายรับสะสมเป็นรายเดือน

เงินมัดจำกับเงิน Advance เหมือนกันหรือไม่

ต้องพิจารณาสาระของสัญญาและการนำเงินไปใช้ หากเงินมัดจำสามารถนำไปหักจากค่าก่อสร้างในอนาคต อาจมีลักษณะเป็นค่าบริการรับล่วงหน้าหรือ Advance

รายได้งานก่อสร้างดูจากยอดเบิกค่างวดได้หรือไม่

ไม่ควรใช้ยอดเบิกค่างวดหรือยอดเงินรับเป็นเกณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาผลงานและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำเสร็จประกอบด้วย

สรุป

ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมีความซับซ้อน เพราะวันที่รับเงิน วันที่เกิด VAT วันที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย และวันที่รับรู้รายได้ทางบัญชีอาจไม่ใช่วันเดียวกัน หากไม่มีระบบติดตามที่ดี อาจทำให้เกิดความผิดพลาดทั้งด้านบัญชี ภาษี และกำไรของโครงการ

บริษัท บัญชีสยามออนไลน์ จำกัด ให้บริการด้านบัญชี ภาษี และการวางระบบสำหรับธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ครอบคลุม Advance, Progress Billing, Retention, VAT, WHT, Project Accounting และ Job Costing เพื่อช่วยให้กิจการติดตามข้อมูลและรองรับการปิดบัญชีได้อย่างถูกต้องเป็นระบบ

หมายเหตุ บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป การพิจารณาทางบัญชีและภาษีควรตรวจสอบเงื่อนไขของสัญญา ลักษณะเงินที่ได้รับ สถานะผู้ว่าจ้าง วันที่จดทะเบียน VAT และข้อเท็จจริงของแต่ละกิจการประกอบ

เอกสารอ้างอิง

  1. คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.73/2541 เรื่องการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเงินจ่ายล่วงหน้า เงินประกัน เงินมัดจำหรือเงินจอง
  2. คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.1/2528 ข้อ 3.6 เรื่องการคำนวณรายได้และรายจ่ายของกิจการก่อสร้างตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ
  3. หนังสือกรมสรรพากร กค 0811/4503 เรื่องภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายและ VAT กรณีหักคืนเงินรับล่วงหน้า
  4. หนังสือกรมสรรพากร กค 0702/พ./400 เรื่องการจดทะเบียน VAT และฐานภาษีกรณีผู้รับเหมาก่อสร้างมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาท
  5. บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสาร 4 จ้างทำของ กรมสรรพากร
  6. มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ TFRS for NPAEs ปรับปรุง 2565 สภาวิชาชีพบัญชี

บริการจากสำนักงานบัญชีสยามออนไลน์

   สำนักงานบัญชีสยามออนไลน์ พร้อมให้คำแนะนำและบริการวางระบบบัญชีร้านอาหารแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น

  • ให้คำปรึกษา ช่วยวิเคราะห์และออกแบบระบบบัญชีที่เหมาะกับร้านของคุณ
  • จัดทำบัญชีบันทึกรายรับ-รายจ่าย จัดทำรายงานทางการเงิน และยื่นภาษี
  • วางระบบบัญชีให้เข้ากับประเภทธุรกิจด้วยโปรแกรมบัญชี เช่น ธุรกิจซื้อมาขายไป ธุรกิจบริการ ธุรค้าขายออนไลน์ เป็นต้น
  • วางแผนภาษีพร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการภาษีให้ถูกต้องและประหยัดที่สุด
  • ดูแลครบวงจรให้คุณหมดกังวลเรื่องบัญชีและภาษี เพื่อทุ่มเทให้กับการบริหารร้านอาหารได้อย่างเต็มที่

   สำนักงานบัญชีสยามออนไลน์ ยินดีช่วยคุณสร้างรากฐานทางการเงินที่แข็งแกร่งให้กับธุรกิจร้านอาหารของคุณ

บริการจากสำนักงานบัญชีสยามออนไลน์

   สำนักงานบัญชีสยามออนไลน์ พร้อมให้คำแนะนำและบริการวางระบบบัญชีร้านอาหารแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น

  • ให้คำปรึกษา ช่วยวิเคราะห์และออกแบบระบบบัญชีที่เหมาะกับร้านของคุณ
  • จัดทำบัญชีบันทึกรายรับ-รายจ่าย จัดทำรายงานทางการเงิน และยื่นภาษี
  • วางระบบบัญชีให้เข้ากับประเภทธุรกิจด้วยโปรแกรมบัญชี เช่น ธุรกิจซื้อมาขายไป ธุรกิจบริการ ธุรค้าขายออนไลน์ เป็นต้น
  • วางแผนภาษีพร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการภาษีให้ถูกต้องและประหยัดที่สุด
  • ดูแลครบวงจรให้คุณหมดกังวลเรื่องบัญชีและภาษี เพื่อทุ่มเทให้กับการบริหารร้านอาหารได้อย่างเต็มที่

   สำนักงานบัญชีสยามออนไลน์ ยินดีช่วยคุณสร้างรากฐานทางการเงินที่แข็งแกร่งให้กับธุรกิจร้านอาหารของคุณ